วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นักกฎหมาย ความยุติธรรม ความแตกแยกในสังคมไทย


"ความยุติธรรม คือ เจตจำนงอันแน่วแน่ตลอดกาลที่จะให้แก่ทุกคนในส่วนที่เขาควรจะได้"


๑. มีเพลงหนึ่งที่นักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้ร้องตอนที่ไปถวายบังคับอนุสาวรีย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์หน้าอาคารศาลฎีกา เพลงนั้นคือ เพลงตราชู ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

                       ตราชู สัญลักษณ์นิติศาสตร์ เป็นเครื่องหมายประกาศ ความบริสุทธิ์ยุติธรรม
                       นิติศาสตร์ คือสมบัติแห่งธรรม พวกเราสุขล้ำ เป็นผู้นำยุติธรรมไปพิทักษ์ประชากร (๑)

ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่คนที่ได้ไปเข้าค่ายนักกฎหมายที่จัดโดยกลุ่มศึกษากฎหมายภาคปฏิบัติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะได้ร้อง คือ เพลงนิติศาสตร์สมานฉันท์
            ซึ่งมีเนื้อร้องว่า นิติศาสตร์สมานฉันท์วันสุขศรี      สามัคคีชาวเราเหล่าแดงเหลือง
                            ยุติธรรมล้ำเลิศเทิดประเทือง           นามจะเรืองโรจน์อยู่คู่ฟ้าดิน
                            นิติศาสตร์สมานฉันท์มั่นคงไว้         นิติศาสตร์ครองใจใฝ่ถวิล
                            นักกฎหมายมั่นในธรรมค้ำแผ่นดิน  ฝากนามไว้ไม่รู้สิ้นคู่ถิ่นไทย
                            นิติศาสตร์คาดหวังทั้งชายหญิง      รักความจริงดุจตะวันมิหวั่นไหว
                            เทิดในศักดิ์รักในสิทธิ์เป็นนิจไป      ทุกดวงใจแจ่มจ้าสามัคคี (๒)

เพลงเหล่านี้เป็นเพลงปลุกใจให้บรรดานักกฎหมายทั้งหลายได้ใช้วิชาความรู้ทางกฎหมายที่พวกตนได้ร่ำเรียนมาในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้กับผู้คนในสังคม แต่ในปัจจุบันกลับพบว่านักกฎหมายมีส่วนอย่างมากในก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคมไทย และยังมีความขัดแย้งในทางความคิดกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นแบ่งเป็นฝักฝ่ายเลยทีเดียว

 ๒. โดยดูได้คำพิพากษาของศาลในคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการลงโทษจำคุกผู้ต้องหาที่ทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อย่างรุนแรง หลายคดี , คำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร (ศาลรัฐธรรมนูญ , ศาลปกครอง) , คำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีต กกต. ที่จัดคูหาเลือกตั้งผิดทิศ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอาศัยพจนานุกรมในการตีความความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ซึ่งส่งผลให้นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี , การวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ที่ยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ แถมยังอ่านคำวินิจฉัยยาวเหยียดหลายชั่วโมง , การวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งและการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ของรธน. เป็นการกระทำเพื่อให้ได้อำนาจการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย (ตรงไหน ?) , รวมถึงการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนแสดงความคิดเห็นให้รัฐมนตรีไปแก้ปัญหาถนนลูกรังก่อนที่จะทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (พูดทำไม ?) (๓)

๓. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลาย ๆ กรณีนอกจากจะสร้างความกังขาให้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายในสังคมไทยแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากนักวิชาการด้านกฎหมาย และจากองค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาที่พิจารณาคดีเรื่องที่ อันเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรศาลด้วยกัน (๔) และในส่วนของนักกฎหมายที่เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนกฎหมายก็ยังมีการโต้แย้งกันทั้งในทางด้านการตีความกฎหมายและทางข้อเท็จจริง กรณีการโต้วาทีระหว่างอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ กับ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ (๕)
 
๔. ความขัดแย้งระหว่างองค์กรศาล และระหว่างนักกฎหมายทั้งหลายนี้ ทำให้สังคมไทยเกิดความปั่นป่วนกว่าเดิมมาก แทนที่นักกฎหมายจะเป็นผู้หาทางออกให้กับสังคมไทยโดยอาศัยหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม กลับกลายเป็นว่านักกฎหมายบางส่วนกลับนำเสนอการความเห็นทางกฎหมายและตีความกฎหมายในทางที่ก่อให้เกิดผลประหลาด ขัดกับหลักความยุติธรรมและสามัญสำนึกของคนทั่วไปในสังคม
 
๕. นักกฎหมายทั้งหลายเหล่านี้ หลายคนอยู่สำนักเดียวกัน เป็นอาจารย์สอนอยู่ทั้งที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา หลายท่านเคยเป็นอาจารย์ผม (ทั้งอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล อาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์สถิตย์ ไพเราะ เป็นต้น) หลายท่านผมก็เคยเข้าไปสนทนาด้วย (เช่น อาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นต้น) ซึ่งทุกท่านก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทั้งสิ้น แต่ทำไมท่านเหล่านั้นถึงได้วินิจฉัยตีความกฎหมายต่างกันเล่า ทั้ง ๆ ที่หลักกฎหมายก็แน่นอนอยู่แล้ว เป็นเพราะอคติและความไม่ยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องของนักกฎหมายบางกลุ่มหรือเปล่า (กลุ่มไหนล่ะ?)
 
๖. นักกฎหมายบางคน เช่น อาจารย์ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายก็เคยวิพากษ์วิจารณ์องค์กรศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน (ใครที่เคยอ่านปกิณกะกฎหมายในวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบทความอื่น ๆ ของอาจารย์ก็คงจะทราบ) แต่ปัจจุบันอาจารย์ก็เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่อาจารย์เคยวิพากษ์วิจารณ์ ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยมีข้อสงสัยในการทำหน้าที่และจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันอยู่ แล้วอาจารย์ทวีเกียรติจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร

๗. ยังมีนักกฎหมายอีกหลายท่านที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นออกมาให้สาธารณชนทราบอย่างเปิดเผยและไม่ได้แสดงตัวว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
กระผมมีความเห็นว่านักกฎหมายเหล่านี้ควรที่จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแตกแยกกันระหว่างนักกฎหมายทั้งสองกลุ่ม (คือ กลุ่มที่หนุน กปปส. กับ กลุ่มต้าน กปปส.) และเป็นฝ่ายที่อธิบายหลักการทางกฎหมายที่ถูกต้องและนำความยุติธรรมกลับคืนมาให้แก่สังคมไทยได้

๘. ที่กล่าวมานี้ั กระผมแค่อยากจะชี้ให้เห็นว่า นักกฎหมายมีบทบาทสำคัญในความขัดแย้งในสังคมไทยครั้งนี้อย่างมาก สังคมไทยจะเดินไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับนักกฎหมายทั้งสิ้น  ดังนั้น นักกฎหมายทั้งหลายต้องทำหน้าที่ของตน นักวิชาการและอาจารย์สอนกฎหมายจะต้องยึดมั่นในหลักการทางกฎหมายที่ตนสอนและเผยแพร่หลักการทางกฎหมายที่ถูกต้องให้สาธารณชนรับรู้  ผู้พิพากษา/ตุลาการจะต้องวินิจฉัยอรรถคดีให้เกิดความยุติธรรม
นักกฎหมายที่อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องออกกฎหมายที่มีความเป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว นักกฎหมายก็จะเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ของสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยกให้กลับคืนสู่ความสงบสุขได้ดังที่เคยเป็นมา
 
๙. ขอให้นักกฎหมายทั้งหลายอย่าลืมเนื้อเพลงตราชู และนิติศาสตร์สมานฉันท์ และอย่าลืมนะครับว่าความยุติธรรมคืออะไร
 
                                                                                                    นาย วสุ สรรกำเนิด

อ้างอิง

(๑)  ฟังเนื้อเพลงตราชูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=j-VZSaCcMWU

(๒) ดูเนื้อเพลงนิติศาสตร์สมานฉันท์ได้ที่

http://www.websuntaraporn.com/suntaraporn/lyric/postlyric.asp?GID=1905

(๓)  โปรดดู http://news.voicetv.co.th/democracycrisis/93476.html

(๔) โปรดดู http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1920 ย่อหน้าที่ขึ้นต้นว่า


จากข้อเท็จจริงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 56/2556 ว่าการชุมนุมไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ประกอบกับคำวินิจฉัยที่ 66/2556 ระบุว่าการบุกรุกยึดสถานที่ราชการไม่เกิดขึ้นแล้ว และสถานการณ์ได้พัฒนาไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรและเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงไม่มีมูลเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 68 วรรค 1 แห่งรัฐธรรมนูญนั้น แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการไต่สวนของพนักงานสอบสวน เพราะนายสุเทพกับพวกได้ร่วมกันขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายให้ฝ่ายบริหารไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารประเทศไทย บุกรุกเข้ายึดสถานที่ราชการ คือ กระทรวงการคลังและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ทั้งขู่เข็ญ ตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า เป็นเหตุให้ข้าราชการไม่กล้าเข้าไปทำงาน หรือเข้าที่ทำงานไม่ได้ อันเป็นการยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันศาลอาญาให้ต้องฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ

(๕)  ดูคลิปงานเสวนาเรื่อง ''วิกฤตรัฐธรรมนูญ' ไทย 'ใครบิดเบือน'' ได้ที่ http://news.voicetv.co.th/thailand/91281.html

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอประชาธิปไตย ขอความสามัคคีของคนไทย เป็นของขวัญปีใหม่

               เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาชาวไทยและชาวโลกได้โปรดดลบันดาลให้ชนชาวไทยและชนชาวโลกประสบพบแต่ความสุข ความเจริญ ประสบความสำเร็จสมปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม พบแต่คนดีมีศีลธรรม อันตรายอย่าได้มาเยือน สุขภาพแข็งแรงกันทุกคน
              
              เนื่องจากในช่วงท้ายปีที่ผ่านมา เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองไทยหลายอย่างอันเกิดจากการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า  ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงขอของขวัญปีใหม่ในปีนี้ คือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และความสามัคคีของคนไทย ซึ่งของขวัญทั้ง ๒ อย่างข้างต้นนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยคนไทยทุกคนช่วยกันหยุด ฟื้นฟู และรักษา ดังต่อไปนี้

           หยุด

           ๑) หยุดทำลายชาติไทย และทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงด้วยการปิดถนน ล้อมสถานที่ราชการ ยึดสถานที่ราชการ ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ใช้ก้อนหินและเสาธงชาติตีทำร้ายคนไทยด้วยกัน พูดจากล่าวร้ายคนไทยด้วยกัน พูดจาแบ่งแยกคนเมืองออกจากคนชนบท คนใต้ ออกจากคนเหนือ คนอีสาน อันเป็นการสร้างความร้าวฉานขึ้นในสังคม ทำให้คนไทยแตกแยกกัน ทำให้เกิดการประทุษร้ายต่อคนไทยด้วยกัน จนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากต่างชาติไม่กล้ามาเมืองไทย อันเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ

          ๒) หยุดการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง การล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง การเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน การใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต การตั้งสภาประชาชนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การพยายามเรียกร้องให้มีการรัฐประหาร การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

         ๓) หยุดทำลายหลักการของกฎหมาย ไม่ว่าจะโดยนักวิชาการที่พยายามอธิบายหลักกฎหมายให้เข้ากับกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่สนใจความถูกต้อง การวินิจฉัยอรรถคดีโดยลำเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งอย่างชัดแจ้ง การตรากฎหมายที่ขัดต่อสามัญสำนึกและขัดต่อหลักความยุติธรรม ทำลายประเพณีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

         ๔) หยุดดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเข้าข้างฝ่ายการเมือง อันเป็นการทำให้คนมองว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นกลางทางด้านการเมือง และทำให้คนจำนวนมากเสื่อมความศรัทธาในองค์พระเจ้าแผ่นดิน เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในระยะยาว

         ๕) หยุดการบีบบังคับให้ผู้อื่นต้องคล้อยตามความเห็นของตน ขอให้นึกถึงนิทานเรื่องที่ดวงอาทิตย์กับลมพายุแข่งกันให้ชายคนหนึ่งถอดเสื้อคลุมออก การใช้กำลังของลมพายุที่พยายามบังคับให้เสื้อคลุมปลิวหลุดจากตัวของชายคนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากถูกต่อต้านจากชายคนนั้นอย่างสุดกำลัง ในขณะที่ดวงอาทิตย์ใช้วิธีการที่ไม่เป็นการคุกคามจนชายคนนั้นยอมถอดเสื้อคลุมออกเอง ฉันใดก็ฉันนั้น การบีบบังคับผู้อื่นให้ต้องคล้อยตามฝ่ายตนโดยใช้กำลังและสร้างความปั่นป่วนแก่บ้านเมืองนั้น ย่อมถูกต่อต้านจากคนจำนวนมาก ควรใช้วิธีการที่ชาญฉลาดในการโน้มน้าวให้ประชาชนมาเข้าข้างฝ่ายของตนดังวิธีการของดวงอาทิตย์ดีกว่า

         ฟื้นฟู
        
        ๑) ฟื้นฟูความสัมพันธ์และความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกัน ด้วยการเปิดเวทีเจรจา ปรับความเข้าใจระหว่างคนไทยที่เคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ ชี้แจงให้เห็นโทษของการแตกสามัคคี เผยแพร่บทความที่นำเสนอทางออกให้แก่ประเทศ  ป้องกันไม่ให้มีการพูดจายั่วยุ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ ส่งเสริมให้มีการออกบทความ บทละคร การ์ตูน หรือเพลงที่เน้นให้คนไทยเห็นใจกัน รักใคร่สามัคคีกัน
     
       ๒) ฟื้นฟูประเทศชาติที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งในสังคมที่ผ่านมา ด้วยการเยียวยาบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ผ่านมา ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศชาติ ตั้งใจทำงานเพื่อให้การเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศกลับมามีเสถียรภาพดังเดิม
 
       ๓) ฟื้นฟูหลักนิติรัฐและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการยึดมั่นในหลักของความยุติธรรมและหลักกฎหมายในการวินิจฉัยคดีข้อพิพาท ยกเลิกกฎหมายที่ออกมาหลังการรัฐประหาร แก้ไขกฎหมายที่ออกมาโดยไม่เป็นธรรม ปฏิเสธการดำเนินการแบบเลือกปฏิบัติ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบของกฎหมาย ไม่ล่วงละเมิดกฎหมาย ไม่แทรกแซงการทำงานของฝ่ายอื่น ไม่ทำตนเป็นองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นในวิถีทางสันติและวิถีของประชาธิปไตย ปลูกฝังการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้กับผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทย
 
      รักษา

      ๑) รักษาสถาบันหลักของประเทศให้ดำรงมั่นคงอยู่คู่กับสังคมไทย มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ไม่กระทำการใดที่จะเป็นการบั่นทอนหรือทำลายชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์

     ๒) รักษารัฐธรรมนูญ หลักกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณีที่ดีงาม ด้วยการมีวินัย เคารพกฎหมาย ไม่ละเมิดกฎหมาย ยึดความยุติธรรมและความถูกต้องเป็นหลัก ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น รักษามารยาทในสังคม รู้จักการเจรจา ประนีประนอมในสิ่งที่สามารถประนีประนอมได้ แต่ต้องไม่ยอมให้มีการกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

     ๓) รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งให้สิทธิเสรีภาพและหลักประกันที่เป็นธรรมแก่ราษฎรทั้งหลาย ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองด้วยการคอยช่วยกันคัดกรองคนดีเข้าสู่การเมือง (ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น) ไปเลือกตั้งทุกครั้งที่มีโอกาส คอยตรววจสอบผู้แทนราษฎรและฝ่ายรัฐบาล ใช้สิทธิต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการใช้อำนาจนอกวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เรียกร้องการรัฐประหาร

       ปีใหม่แล้ว มาสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมแห่งประชาธิปไตย เป็นสังคมแห่งนิติรัฐ เป็นสังคมที่มีความเสมอภาคยุติธรรม ปีใหม่นี้ขอประชาธิปไตย ขอความสามัคคีของคนไทย เป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อสังคมไทย เพื่อคนไทยทุกคนนะครับ

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ปฏิรูปการเมืองไทย (๑) : การเมืองเรื่องของทุกคน

     ในช่วงเวลาที่คนไทยจำนวนมากเกิดความขัดแย้งกันในทางการเมืองจนถึงขั้นมีการปะทะกันด้วยกำลังจนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย และมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองไทยจากหลายฝ่ายนั้น  ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นประชาชนไทยคนหนึ่งก็เลยขอเสนอในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยบ้าง  ข้อเสนอของข้าพเจ้ามีดังต่อไปนี้
 
     ๑) การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน
 
         ใครจะให้คำนิยามในเรื่องของการเมืองว่าอย่างไรก็ตาม แต่ข้าพเจ้าขอนิยามว่า การเมืองนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปและชีวิตประจำวันของคนที่อยู่ในเมืองหรือประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางสังคม เศรษฐกิจ การดำเนินชีวิตประจำวัน การสาธารณสุข การจราจร การศึกษา ศาสนา การสาธารณูปโภค ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ฯลฯ (๑) การเมืองตามคำนิยามนี้จึงมีความหมายกลาง ๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงบวกหรือในเชิงลบ ไม่ใช่เรื่องของการแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ หรือแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตนเองหรือพวกพ้อง หรือการทำลายฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด  เมื่อการเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของคนในสังคม  ดังนั้น คนในสังคมนั้น ๆ จึงควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย คนในสังคมยิ่งจะต้องมีส่วนในการกำหนดทิศทางการเมืองเพื่อให้คนในสังคมนั้นอยู่กันโดยปกติสุข
 
    ๒) การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก
 
       การที่จะทำให้คนในสังคมไทยเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก เราจะต้องปลูกฝังให้เด็กไทยรู้จักว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างไร สอนให้เด็กรู้จักการประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สอนให้เด็กรู้จักการเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ (เคารพเสียงข้างมาก) และเคารพกฎระเบียบในสังคม สอนให้เด็กกล้าแสดงออกด้วยถ้อยคำและท่าทีที่สุภาพ สอนให้เด็กใส่ใจในความเป็นไปของสังคมและผู้คนรอบข้าง การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้นอกจากการสอนในโรงเรียนแล้ว การอบรมที่บ้านและการปลูกฝังโดยสื่อสารมวลชนเองก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ใหญ่ในครอบครัวจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับลูกหลานของตนเองในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมือง สื่อมวลชนเองต้องนำเสนอข่าวสารและรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองในเชิงสร้างสรรค์และเป็นกลาง ทั้งนี้ สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งของต่างประเทศทุกประเทศ (ไม่จำกัดเฉพาะบางประเทศ) มีการเชิญผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องทางการเมืองของประเทศนั้น ๆ มาวิเคราะห์ให้ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบและนำมาปรับใช้กับประเทศไทย

   ๓) การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องเริ่มที่ชุมชนรอบตัว
  
      เนื่องจากชุมชนรอบตัวเป็นชุมชนที่ใกล้ชิดกับตัวเรา หากเกิดปัญหาใดขึ้นย่อมกระทบต่อตัวเรา การเริ่มที่ชุมชนรอบใกล้ตัวก่อนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากคนในชุมชนย่อมรู้จักปัญหาในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ การที่คนในชุมชนอยู่ใกล้ชิดกันทำให้ความใกล้ชิดสนิทสนมมีมากกว่าในสังคมใหญ่ที่อยู่ไกลตัว การจะพูดจาปรับความเข้าใจกันในเรื่องใดย่อมเข้าใจกันได้ง่ายกว่า  ดังนั้น ควรเริ่มด้วยการประชุมกันของคนในชุมชนนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในตรอกซอกซอยเดียวกัน หมู่บ้านเดียวกัน ตึกแถวเดียวกัน ในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน เพื่ออภิปรายถึงความเป็นไปในชุมชนนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนนั้น และทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเริ่มต้นด้วยการร่วมมือกันในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การเก็บขยะในชุมชน การสันทนาการในชุมชน
การสังคมสงเคราะห์ในชุมชน การผลิตสินค้าในชุมชน เป็นต้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในชุมชน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของคนในสังคม


  ๔) การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์

       เพราะเป้าหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ดังนั้น การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของคนในสังคมจึงต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เป็นไปด้วยวิธีการที่ไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและไม่ละเมิดต่อกฎหมาย  การใช้วิธีการที่สร้างสรรค์ย่อมเป็นประโยชน์กว่าการใช้วิธีการกดดันด้วยการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการยึดสถานที่ราชการ หรือการปิดถนน ฯลฯ ตัวอย่างกรณีของการรณรงค์อย่างสร้างสรรค์ ก็อย่างเช่น การรณรงค์ผ่านทางเว็บไซต์ change.org
ที่ผู้รณรงค์จะอธิบายเหตุผลในการรณรงค์ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ  ผู้ที่เข้าไปอ่านเรื่องที่มีผู้รณรงค์ก็สามารถเลือกได้ว่าจะลงชื่อเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ในเรื่องนั้นหรือไม่ก็ได้ 

  ๕) การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

      ทั้งนี้ ทุกคนในสังคมต้องสามารถมีส่วนร่วมในทางการเมืองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้สิทธิเลือกตั้ง การลงสมัครรับเลือกตั้ง การตั้งพรรคการเมือง การใช้สิทธิในการเดินขบวนหรือประท้วงคัดค้านนโยบาย การนำเสนอนโยบายเรื่องต่าง ๆ การนำเสนอร่างกฎหมาย การมีส่วนในการทำประชาพิจารณ์ ประชามติ การตรวจสอบการดำเนินการในทางการเมืองการบริหารประเทศในด้านต่าง ๆ

   ๖) ทุกคนในสังคมนั้นต้องมีส่วนในการพัฒนาการเมืองเพื่อความก้าวหน้าและผาสุกของประเทศชาติและประชาชน

       ด้วยการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองผ่านการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์และด้วยความเสมอภาคเท่าเทียม รู้จักใช้สิทธิ และทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด สังคมไทยก็จะพัฒนาก้าวหน้าเป็นสังคมแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

   กล่าวโดยสรุป  การดำเนินการทางการเมืองนั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร หรือผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เท่านั้น แต่เป็นการที่คนในสังคมมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการความเป็นไปในสังคมนั้น ๆ ไปด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่สร้างสรรค์ สันติ เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อเป้าหมายคือ ประโยชน์และความก้าวหน้าของสังคมนั้น การปฏิรูปการเมืองไทยเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องเริ่มที่คนในสังคมนั้นนั่นเอง

มาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์การเมืองของประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีกันเถอะครับ


(๑) คำว่า การเมือง ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Politics ซึ่งมาจากคำว่า politikos ในภาษากรีก มีความหมายว่าที่เกี่ยวกับ เพื่อ หรือเกี่ยวข้องกับพลเมือง http://en.wikipedia.org/wiki/Politics
นอกจากนี้คำว่า Polis ในภาษากรีก ยังมีความหมายถึงเมือง และสามารถหมายถึงความเป็นพลเมืองได้อีกด้วย

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิจารณ์ ลา ฟลอร่า novel เล่ม ๑

                            ในปัจจุบันมีการ์ตูนไทยหลายเรื่องที่ได้รับความนิยม หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง ลา ฟลอร่า โรงเรียนป่วนก๊วนเจ้าหญิง ซึ่งเป็นการ์ตูนเสริมความรู้ที่ได้รับความนิยมมากจนถึงกับได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ และได้ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการ์ตูนที่มีภาพที่สวยงาม เนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ตัวละครที่โดดเด่น พร้อมการสอดแทรกความรู้ทางด้านวัฒนธรรมประเพณีและศีลธรรมเบื้องต้น ได้อย่างลงตัว ผู้เขียนยอมรับว่านับตั้งแต่ได้อ่านเล่มแรกและเล่มที่สองแล้ว ก็รู้สึกติดใจจนต้องหาโอกาสอ่าน (ภาคหลัก) ให้ได้ทุกเล่ม  
                           และในตอนนี้ การ์ตูนเรื่องนี้ก็ได้รับการจัดทำในรูปแบบของวรรณกรรมเยาวชนแล้ว  ในคราวนี้จึงขอวิพากษ์วิจารณ์ ลา ฟลอร่า ภาควรรณกรรมเยาวชนกันหน่อยดีกว่าเป็นอย่างไร

                           หลังจากอ่านจบแล้ว บอกได้เลยว่า   "ยอดเยี่ยมมากเลยครับ" ทั้งภาพ ทั้งเนื้อหา ทั้งภาษา ทั้งตัวละคร และทั้งความรู้ที่แทรกเข้ามา ถ้าเป็นการสอบวัดผลก็สมควรได้คะแนนเต็มครับ แต่ผมให้แค่ ๙๖ จาก ๑๐๐ คะแนน อ้าว !   หักเป็นคะแนนเป็นค่าธรรมเนียมรึ ? ไม่ใช่ครับ แต่เป็นข้อที่ผมเห็นว่ายังมีความบกพร่องบางประการเท่านั้น (เป็นความเห็นส่วนบุคคล ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ) ถ้าอย่างนั้นมาดูกันดีกว่าว่า ที่ให้ไม่เต็มเป็นเพราะอะไร ดูไปทีละส่วนกันเลยครับ

                        ส่วนของภาพ ต้องขอบอกว่าทางทีมงาน สเปซ แซลมอน สตูดิโอ ยังคงวาดภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และภาพทั้งหลายทั้งภาพหน้าปก ภาพหลังปก ภาพในเล่มสามารถสื่อทั้งเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องและอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างดียิ่ง ดังเช่น ภาพของสามสาวที่กำลังกระโดดออกมาจากเครื่องบิน (หน้า ๖) ภาพที่ทิวาเตะผ่าหมากลูกชายครูใหญ่โรงเรียน (หน้า ๑๕) ภาพสามสาวและเจ้านิลกำลังปิกนิก (หน้า ๘๙) และภาพผลงานการจัดดอกไม้ของตัวละครทั้งห้า (บทที่ ๑๔) เป็นต้น นอกจากนี้ ภาพหน้าปกก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวเอกของคนไทย เนื่องจากภาพของทิวาที่อยู่หน้าสุดและยังใหญ่ที่สุดอีกด้วย ส่วนของภาพนี้เองที่เป็นตัวดึงดูดให้เด็กจำนวนมากรวมถึงกระผมหลงรักผลงานชุดนี้เข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จึงขอให้คะแนนในส่วนนี้ไป ๒๐ คะแนนเต็ม

                        ส่วนของเนื้อหา แก่นเรื่องของในตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับดอกไม้ ซึ่งทางทีมงานสามารถถ่ายทอดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับดอกไม้ออกมาได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นชื่อของสถาบันการศึกษา เกาะอันเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกไม้ที่บานแล้ว ชื่อของห้องที่สัมพันธ์กับชื่อดอกไม้  ชื่อของผู้อำนวยการโรงเรียน ชื่อของตัวละครหลักทั้งห้า ภาพประกอบที่มีรูปดอกไม้อยู่ในหน้าแรกของบทเกือบทุกบท การทดสอบของเหล่านักเรียนเจ้าหญิงที่ใช้ทั้งเรื่องของการจัดดอกไม้ และความรู้เกี่ยวกับดอกไม้ มาใช้ในการวัดผลเลือกห้อง

                      ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นก็ทำได้ดีมาก การเริ่มเรื่องที่ใช้ฉากที่สามสาวกระโดดออกจากเครื่องบินก่อนที่จะได้เห็นโรงเรียนลา ฟลอร่า นั้น ก็เป็นเริ่มเรื่องที่ทั้งเร้าใจและกระตุ้นให้คนอ่านเกิดความสนใจว่าทำไมทั้งสามคนถึงต้องกระโดดออกจากเครื่องบิน และเรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะย้อนกลับไปกล่าวถึงที่มาของเรื่องราวโดยเริ่มจากการที่ "ทิวา" ตัวเอกของเรื่องมีเหตุที่จะต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนลา ฟลอร่า  ก่อนที่จะได้รู้จักกับ "ยูริ" และต่อมาก็ได้รู้จักกับ "เหมยฮัว" และคนอื่น ๆ อย่างไร ทั้งสามคนต้องออกผจญภัยเพื่อตามหาดอกไม้ที่จะนำมาใช้ในการสอบอย่างไร และทิวาและผองเพื่อนรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร เมื่อทิวาพบว่าดอกไม้ที่ตนนำมาใช้ในการสอบเละไปแล้ว
                       การดำเนินเนื้อเรื่องนั้นมีความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ การเริ่มต้นของทุกบทมีความสม่ำเสมอด้วยคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง และยังมีความสมเหตุสมผลเนื้อเรื่องนั้น มีการอธิบายให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของสถาบันการศึกษา และสถานที่ต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษา

                       อย่างไรก็ตาม เป็นส่วนของเนื้อเรื่องนี้เองที่ยังคงมีความบกพร่องที่ทำให้ผู้วิจารณ์ต้องขอหักคะแนนออกไปบ้าง เนื่องจากในเนื้อหานั้น ไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดสรรเด็กหญิงจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเรียนต่อที่โรงเรียนลา ฟลอร่า ในกรณีของทิวาปรากฏเพียงแต่ว่าผู้อำนวยการโรงเรียน ลา ฟลอร่า ได้ติดต่อกับผู้อำนวยการโรงเรียนประถมที่ทิวาเรียนอยู่ และให้ทุนการศึกษาแก่ทิวา และมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ไอริณ แม่ของทิวาเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียน ลา ฟลอร่า เท่านั้น และมีคำถามว่าทำไมการส่งอุปกรณ์การสื่อสารและการเรียนมาให้ทิวาต้องใช้วิธีทิ้งลังทะลุหลังคาบ้านของทิวาด้วย ข้อที่ยังไม่มีคำอธิบายที่กระจ่างชัดอีกข้อก็คือ ทำไมโรงเรียนลา ฟลอร่า จึงดูเป็นสถาบันการศึกษาที่ดูลึกลับจนต้องมีทางพิเศษซ่อนอยู่ในสนามบิน และเจ้าหน้าที่ของสนามบินไม่รู้จัก ในเมื่อโรงเรียนนั้นตั้งอยู่บนเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ตามเนื้อเรื่อง) ซึ่งอยู่ใกล้กับทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย เกาะเองก็มีขนาดไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ตารางกิโลเมตร (อ้างจากหน้า ๖๒) แถมยังมีลูกสาวของบุคคลสำคัญอย่างลูกสาวประธานาธิบดีฝรั่งเศส (นาซิสซ่า) ลูกสาวประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (อ้างจากหน้า  ๓๕) และทำไมทางโรงเรียนถึงไม่ส่งเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนให้ไปคอยต้อนรับนักเรียนที่สนามบิน (ถ้าไม่เจอยูริแล้ว ทิวาจะได้ไปโรงเรียนลา ฟลอร่า ไหมนี่) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หวังว่าคงจะได้รับความกระจ่างชัดในนวนิยายเล่มต่อ ๆ ไป

และสุดท้ายในตอนที่มีการบรรยายถึงโซนต่าง ๆ ของโรงเรียนลา ฟลอร่า ไม่ทราบว่าหอพักของนักเรียนคลาสเคาน์เทส อยู่ในโซนไหนครับ จึงต้องหักออก ๔ คะแนน ด้วยประการฉะนี้

                        ส่วนของภาษา ภาษาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาที่อ่านง่าย สื่อความหมายได้อย่างตรงไปตรงมา สมกับเป็นภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมเยาวชน  การบรรยายเนื้อหานั้นทำได้ดี และการพรรณนาถึงสถานที่ต่าง ๆ  ก็ทำให้สามารถจินตนาการถึงภาพของสถานที่นั้น ๆ ได้ และคำบรรยายบางช่วงบางตอนก็ใช้ถ้อยคำที่สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้มากเลย อย่างในตอนที่เหมยฮัวอธิบายถึงอาหารที่เธอทำถวายองค์ไทเฮานั้น ชื่ออาหารก็แสนจะสะดุดตาคนอ่านทั้งด้วยความหมายและด้วยคำคล้องจอง ยิ่งอ่านตอนที่เหมยฮัวอธิบายถึงสรรพคุณอาหารแล้ว ก็ให้รู้สึกอยาก (แย่ง) อาหารเสียนี่กระไร ในตอนนำเสนอการจัดดอกไม้ของเด็กสาวทั้งห้าก็เป็นอีกตอนหนึ่งที่ใช้ภาษาในการบรรยายให้เห็นถึงลักษณะของการจัดดอกไม้ที่สะท้อนอุปนิสัยใจคอของเด็กสาวทั้งห้าได้อย่างดีเยี่ยม  ดังนี้ จึงขอให้คะแนนในส่วนนี้ไป ๒๐ เต็ม

                        ส่วนของตัวละคร บุคลิกลักษณะของตัวละครแต่ละตัวทั้งนักเรียนเจ้าหญิงทั้งห้าคน และครูบาอาจารย์นั้นก็ยังคงเอกลักษณ์ของตัวละครนั้นได้เหมือนอย่างในภาคการ์ตูนไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นความร่าเริงสดใส ความซื่อ (บื้อ) และความตะกละของทิวา ความนอบน้อมถ่อมตัวและความรับผิดชอบของยูริ ความโผงผางและตรงไปตรงมาของเหมยฮัว ความฉลาดและเท่ของโรซารี่ ความหยิ่งทระนงและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติตนเองของนาซิสซ่า ความเคร่งครัดในกฎระเบียบของครูมารี ความเจ้าสำอางและมีเสน่ห์ของครูวินเซนต์ ความสุขุมรอบคอบและดูคนเป็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งบุคลิกของตัวละครที่กล่าวมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกของนักเรียนเจ้าหญิงทั้งห้าคน ดูไปแล้วก็คล้ายกับเป็นตัวแทนของแต่ละชนชาติ เช่น ทิวามีความเป็นกันเองและเข้ากันได้กับเพื่อนทุกคน แต่ก็เป็นคนไม่ยอมคนเหมือนกัน และยังทำอะไรช้าอีก สมกับเป็นคนไทยที่มีลักษณะนิสัยเข้ากับคนอื่นได้ง่าย สบาย ๆ มีน้ำใจ แต่ก็ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย    ลักษณะนิสัยของยูริก็แสดงให้เห็นถึงนิสัยรับผิดชอบของคนญี่ปุ่น เช่นเดียวกับนาซิสซ่าที่เป็นคนหยิ่ง ก็แสดงให้เห็นอุปนิสัยของคนฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี

เอาไป ๒๐ คะแนน เลยครับ

                        ส่วนของความรู้และคุณธรรม วรรณกรรมเรื่องนี้ถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดอกไม้ ตั้งแต่เรื่องของตำนานของดอกไม้  พิษและคุณสมบัติทางยาของดอกไม้ การจัดดอกไม้ ปรัชญาและข้อคิดของดอกไม้ และบุคคลสำคัญที่มีผลงานเกี่ยวกับพืชและดอกไม้ ได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ที่ไม่ค่อยจะมีความรู้ในด้านดอกไม้อย่างผู้วิจารณ์ได้รับความรู้ในด้านนี้เพิ่มขึ้น
                         นอกเหนือจากเรื่องของความรู้แล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ยังได้สอดแทรกคุณธรรมและความรับผิดชอบของตัวละครในเรื่องอีกด้วย เริ่มจากทิวาเองที่เป็นผู้มีความโอบอ้อมอารีต่อสัตว์เลี้ยงของเธอ ไม่ยอมให้ใครมารังแกแมวของเธอ การช่วยเหลือยูริที่กำลังจะตัดนิ้วของตนเอง ยูริที่แสดงความรับผิดชอบจากการกระทำของเธอที่ไม่ระมัดระวังทำให้โครงกระดูกไดโนเสาร์ที่จัดแสดงอยู่ในสนามบินพังด้วยการพยายามตัดนิ้วของตนเอง เหมยฮัว สาวจีนผู้มีอุปนิสัยตรงไปตรงมาและคอยช่วยเหลือเพื่อนที่ได้รับความเดือดร้อน    โรซารี่ซึ่งตอบแทนเพื่อนด้วยการมีส่วนช่วยเหลือแมวของทิวา 

ครูมารีผู้ซึ่งรักษาไว้ซึ่งกฎระเบียบของโรงเรียนอย่างเคร่งครัดและยุติธรรม เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้ก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน  ให้ ๒๐ เต็ม ครับ

                    สรุปก็คือ ลา ฟลอร่าภาควรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกนี้เปิดตัวออกมาได้ดีเยี่ยม แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตามที่ได้อธิบายไปข้างต้นนั่นแหละครับ  ดังนั้น  หวังว่า ลา ฟลอร่า ภาควรรณกรรมเยาวชนเล่มต่อ ๆ ไป จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นครับ   เป็นกำลังใจให้นะครับ


เอ้า ! la la La Flora, La Flora Let's go!
                                                                                                               

                                                                                                         นาย วสุ สรรกำเนิด

                                                                
                                                                                        
               

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธธรรมคุ้มครองโลก : พระพุทธศาสนาคู่ประชาธิปไตย




            ๑) พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับคนไทยและสังคมไทยมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว บรรพบุรุษของเราทั้ง
พระเจ้าแผ่นดินและประชาชนต่างนับถือพระพุทธศาสนา โดยให้ความเคารพต่อพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ นำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เข้าวัดฟังธรรมและเข้าร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนา สังคมไทยในสมัยโบราณจึงเป็นสังคมที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา
 
           ๒) หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาสอนให้บุคคลทั้งหลายละเว้นความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สอนในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา สอนไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น สอนในเรื่องพรหมวิหาร และสอนในเรื่องของความเอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในส่วนของธรรมะสำหรับผู้ปกครอง ก็มีเรื่องของทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร  เป็นต้น สังคมไทยในสมัยโบราณจึงเป็นสังคมที่สงบสุข และเป็นสังคมที่ผู้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม จนเคยได้รับการขนานนามมา เป็นสยามเมืองยิ้ม มาแล้ว
 
           ๓) เมื่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน การปกครองในระบอบนี้จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองให้มากที่สุด และจำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารประเทศไม่ให้ใช้อำนาจจนเกินขอบเขต
 
        ๔) เช่นเดียวกับการปกครองในระบอบอื่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็มีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้า มีความสงบสุขและมีความเป็นธรรม  ผู้บริหารประเทศจึงมีหน้าที่ต้องบริหารประเทศโดยอาศัยหลักธรรม หลักกฎหมาย บริหารประเทศด้วยความเอาใจใส่ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ในขณะเดียวกันประชาชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็มีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจปกครอง ปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกมาโดยถูกต้องและมีความเป็นธรรม เสียภาษีอากร เป็นทหารรับใช้ประเทศชาติ เป็นต้น

        ๕) มีนักวิชาการหลายคนที่คัดค้านไม่ให้มีการบัญญัติรับรองให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ และยังมีอีกหลายท่านที่มีความเห็นว่าควรจะแยกศาสนาพุทธออกจากการเมืองการปกครอง (โปรดดูบทความสัมภาษณ์ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : อุดมการณ์รัฐและพุทธศาสนากับประชาธิปไตย - http://blogazine.in.th/blogs/buddhistcitizen/post/4054 และบทความอื่นในบล็อกของกลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร(buddhistcitizen)) ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ เนื่องจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้นสามารถนำมาใช้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้        
















 
        ๖) การนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาใช้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะเสริมให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่มีความเป็นธรรมมากที่สุด ตัวอย่างของหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่สามารถนำมาใช้ควบคู่กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ ได้แก่



                -พรหมวิหารธรรม ทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร เป็นหลักธรรมที่กำกับให้ผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศปกครองประเทศด้วยความเป็นธรรม ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยสันติวิธี  มีไมตรีต่อประชาชน

                -กุศลกรรมบท ๑๐ เป็นหลักธรรมที่คอยกำกับไม่ให้ผู้บริหารประเทศกระทำหรือพูดในสิ่งที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคม ยกตัวอย่างเช่น หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพูดจาแต่ในสิ่งที่เป็นความจริง พูดแต่ในสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นไปตามหลักวิชา ใช้วาจาที่สุภาพ ไม่ใช้วาจาส่อเสียดในการประชุมรัฐสภา รวมความว่าเป็นการปฏิบัติตามวจีสุจริต ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการทำหน้าที่ของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมา
                -ขันติ โสรัจจะ เป็นหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาก เนื่องจากในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องถือตามฝ่ายเสียงข้างมาก ในขณะที่ให้ความเคารพต่อการตัดสินใจและให้ความคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อย และรู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จักต้องอาศัยความอดทนอดกลั้นและความสงบเสงี่ยมเป็นอย่างมาก ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหลายในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งในกรณีของเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ การสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และปี                  พ.ศ. ๒๕๕๓ ตลอดจนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้งหลายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น เป็นเพราะผู้คนในสังคมไทยขาดหลักธรรมทั้งสองประการนั่นเอง 
              -ฆราวาสธรรมและเบญจศีลเบญจธรรม เป็นหลักธรรมสำหรับผู้บริหารประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ  ฝ่ายปกครองและประชาชนให้ดำเนินการในทางการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความอดทนอดกลั้น ด้วยความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันในทางการเมือง ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมในการดำเนินการทางการเมืองการปกครอง ในขณะที่ประชาชนก็ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง เป็นต้น
              -อปริหานิยธรรม หลักธรรมที่ส่งเสริมในเรื่องของการปกครองแบบสามัคคี มีวินัย ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ สตรี และตัวบทกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการในการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งให้ความสำคัญกับมนุษย์และหลักนิติรัฐ
              -มงคลสูตร เป็นหลักธรรมอีกชุดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการปกครองในระบอบนี้ได้  เช่น
  • การไม่คบคนพาล และการคบหาบัณฑิต ก็สามารถนำมาใช้ในการเลือกตั้งได้ โดยไม่เลือกคนที่มีความประพฤติเป็นคนพาลให้เป็นผู้แทนของประชาชน หรือผู้แทนในท้องถิ่น แต่ให้เลือกคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ และมีความเสียสละไปทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ  

  • การมีวินัยสำหรับประชาชนและผู้บริหารประเทศในการเคารพในปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกมาโดยถูกต้องและมีความเป็นธรรม จะช่วยให้ผู้คนในสังคมเป็นผู้ที่ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน และเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคในทางกฎหมาย อันสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอีกด้วย

  • การทำงานโดยไม่คั่งค้างอากูล เหมาะสำหรับผู้บริหารประเทศที่มีภารกิจมากมายที่จะต้องจัดการให้เสร็จทั้งนี้ก็เพื่อความเจริญของประเทศชาติ และเพื่อความสุขของประชาชนนั่นเอง

               -อคติ ๔ เป็นมาตรที่ประชาชนสามารถใช้ในการตัดสินได้ว่าการดำเนินการทางการเมือง
ทั้งการตรากฎหมาย (ฝ่ายนิติบัญญัติ) การบริหารประเทศของฝ่ายรัฐบาล และการวินิจฉัยอรรถคดีของศาล (ฝ่ายตุลาการ) และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระทั้งหลาย ว่าเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมหรือไม่


 


              -ฯลฯ



       ๗) ดร.ปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองได้เคยกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภามีใจความตอนหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า "...ระบอบประชาธิปไตยนั้น  เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต   ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ  หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม  เช่น  การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน  ความไม่สงบเรียบร้อย  ความเสื่อมศีลธรรม  ระบอบชนิดนี้เรียกว่า  อนาธิปไตย  หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ...ระบอบประชาธิปไตยจะมั่นคงอยู่ได้ ต้องประกอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต  หรือในครั้งโบราณกาลเรียกว่าการปกครองโดยสามัคคีธรรม   การใช้สิทธิโดยไม่มีขอบเขตภายใต้กฎหมายหรือศีลธรรม  หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต   ไม่ใช่หลักของประชาธิปไตย... " [๑]  ซึ่งได้กล่าวมาแล้วว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้นก็มีเรื่องของศีลและเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ด้วย
 






       ๘) ในตราของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เป็นรูปธรรมจักรคู่กับพานรัฐธรรมนูญ อันแสดงให้เห็นถึงการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาควบคู่กับการปกครองโดยอาศัยกฎหมาย ซึ่งจะแยกจากกันไม่ได้นั่นเอง [๒]







 
         ๙) จากที่อธิบายมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม
พระพุทธศาสนานั้นมีหลักธรรมที่ส่งเสริม
สนับสนุนการปกครองด้วยความเป็นธรรม ด้วยสันติวิธี ด้วยกฎหมายที่มีความเป็นธรรมและด้วยการให้ความสำคัญต่อมนุษย์ทุกคน อันสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ 
หลักสิทธิมนุษยชน 
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง  ดังนั้น การบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติก็ดี การออกกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมพระพุทธศาสนาก็ดี จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้
 
        ๑๐) เมื่อหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นส่งเสริม สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงควรสนับสนุนให้พระพุทธศาสนาได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่าง ๆ และควรสนับสนุนให้มีการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ควบคู่กับหลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักความเสมอภาค เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยแท้จริง


อ้างอิง

[๑]  วรรคสอง ของสุนทรพจน์ของนายปรีดี  พนมยงค์ แสดงในสภาผู้แทนราษฎร   วันที่  ๗  พฤษภาคม  ๒๔๘๙ , เอกสารทางราชการของกรมโฆษณาการ  ๘  พ.ค.  ๒๔๘๙

http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=12&d_id=12


 [๒] ดูความหมายของตราธรรมศาสตร์ได้ในสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย  http://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





































 

          





วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วาทะสะกิดใจ ตอน ประชาธิปไตย กฎหมาย และศีลธรรม



...ระบอบประชาธิปไตยจะมั่นคงอยู่ได้ต้องประกอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต หรือในครั้งโบราณกาลเรียกว่าการปกครองโดยสามัคคีธรรม การใช้สิทธิโดยไม่มีขอบเขตภายใต้กฎหมายหรือศีลธรรมหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่ใช่หลักของประชาธิปไตย...

                                                          บางตอนจาก สุนทรพจน์ของนายปรีดี พนมยงค์ (ย่อหน้าที่สอง
                                                          บรรทัดที่ ๗ - ๙)
                                                          แสดงในสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๘๙
                                                          เอกสารทางราชการของกรมโฆษณาการ ๘ พฤษภาคม ๒๔๘๙(๑)


            เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน 
การปกครองในระบอบนี้ เป็นการปกครองที่จำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารปกครองประเทศ โดยการแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น ๓ ฝ่าย จำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของฝ่ายรัฐบาล สร้างระบบในการควบคุมตรวจสอบการทำงานของแต่ละฝ่ายและในขณะเดียวกันก็รับรองสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากกว่าการปกครองในระบอบอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการให้เสรีภาพแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้ก็มิได้ให้ประชาชนมีเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตเอาเสียเลย การจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อป้องกันการกระทำตามอำเภอใจนั้น ยังคงมีอยู่ โดยปรากฏอยู่ในรูปของกฎหมายประการหนึ่ง และปรากฏอยู่ในรูปของศีลธรรมอีกประการหนึ่ง
 
สังคมประชาธิปไตยต้องมีกฎหมาย
 
              มีภาษิตกฎหมายที่บอกว่า "ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย" (Ubi Societas Ibi Jus)(๒) ทั้งนี้ เพราะว่ากฎหมายนั้น เป็นกติกาสำหรับควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคมไม่ให้ล่วงละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น หากสังคมใดไม่มีกติกาสำหรับการอยู่ร่วมกัน สังคมนั้นก็จะเต็มไปด้วยบุคคลซึ่งมีการกระทำที่เอาแต่ได้โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของบุคคลอื่น และเต็มไปด้วยความประพฤติที่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ซึ่งจะค่อย ๆ กัดกร่อนสังคมจนทำให้สังคมนั้นถึงคราวล่มสลายลงในที่สุด กฎหมายจึงมีความจำเป็นสำหรับสังคมทุกสังคม ยิ่งในสังคมประชาธิปไตยด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องมีกฎหมาย เพราะถือการปกครองโดยหลักนิติรัฐ (Rechtsstaat) และนิติธรรม  (Rule of Law) ไม่ใช่ถือหลักการกระทำตามอำเภอใจ

             แต่ทั้งนี้  กฎหมายที่จะเหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยนั้นก็จะต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายอย่างถูกต้องตามขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่มีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกฎหมายสูงสุด และจะต้องเป็นกฎหมายที่มีความเป็นธรรมด้วย
          และเมื่อมีกฎหมายที่มีความเหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยแล้ว ผู้คนในสังคมนั้นทั้งประชาชนก็ดี หรือผู้บริหารบ้านเมืองก็ดี ก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม
   
สังคมประชาธิปไตยต้องมีศีลธรรม

         เนื่องจากหลักในทางศีลธรรมนั้นเป็นหลักปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมคล้ายกับกฎหมาย และยังเป็นที่มาของกฎหมายประการหนึ่งด้วย(๓) สังคมที่ผู้คนปฏิบัติตามหลักศีลธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เพราะทุกคนจะไม่ล่วงละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ก่อความวุ่นวายให้กับสังคม
ไม่ทำการทุจริตคดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน ไม่เพิกเฉยในความทุกข์ของบุคคลอื่น ไม่เลือกคนพาลมาเป็นผู้บริหารประเทศ และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การนำหลักเกณฑ์ในทางศีลธรรม โดยเฉพาะศีลธรรมในทางพระพุทธศาสนา เช่น เบญจศีล เบญจธรรม   กุศลกรรมบท สังคหวัตถุธรรม   ฆราวาสธรรม มาบังคับใช้ในสังคมประชาธิปไตยย่อมเป็นการช่วยให้สังคมประชาธิปไตยมีความผาสุกร่มเย็นด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น  ดังนั้น แนวคิดที่ให้แยกหลักศีลธรรมหรือศาสนาออกจากการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ดี แนวคิดในการลดหรือไม่ให้ความสำคัญกับหลักศีลธรรมและศาสนาโดยอ้างว่าเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพและหลักประชาธิปไตยก็ดี จึงเป็นแนวคิดที่แปลกประหลาด

การใช้สิทธิโดยไม่มีขอบเขตหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่ใช่หลักของประชาธิปไตย
 
             ทั้งนี้ เพราะสิทธินั้นเป็นประโยชน์ที่บุคคลมีความชอบธรรมที่จะได้รับซึ่งกฎหมายรับรองให้(๔) กล่าวคือ สิทธินั้นจะต้องเป็นความชอบธรรม เป็นความถูกต้อง ถ้าหากการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้รับรองก็ดี หรือใช้สิทธิโดยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมแล้ว (อันอาจถือว่าไม่มีสิทธิ)(๕)  การกระทำดังกล่าวย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น กลุ่มบุคคลที่ใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยไม่สนใจวิธีการ สถานที่ หรือระยะเวลา ทำการปิดถนนประท้วงตลอดเวลา ใช้เครื่องขยายเสียงปราศัยด้วยถ้อยคำหยาบคายอยู่ตลอดเวลา ย่อมทำให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมประท้วงได้รับความเดือดร้อน เป็นการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งการใช้สิทธิโดยไม่มีขอบเขตหรือการใช้โดยไม่สุจริตนี้ย่อมไม่ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือเคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และเป็นการสร้างภาระให้กับสังคม ซึ่งขัดกับหลักการและแนวคิดในระบอบประชาธิปไตยซึ่งถือเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก

สรุป

        ในสังคมประชาธิปไตยนั้นประชาชนจักต้องมีสิทธิและเสรีภาพ แต่สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวก็จักต้องมีขอบเขตโดยอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยถูกต้องตามระบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและมีความเป็นธรรม และต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของศีลธรรมด้วย หากสังคมใดที่มีแต่บุคคลที่ใช้สิทธิและเรียกร้องหาแต่เสรีภาพโดยไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ย่อมเป็นการขัดต่อหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถือว่าบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคกันในสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย(๖)  ดังนั้น ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยจึงต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายและหลักของศีลธรรมอันดี เพื่อให้สังคมมีความสงบสุขร่มเย็นและก้าวหน้านั่นเอง


อ้างอิง

(๑) http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=12&d_id=12

(๒) สมยศ เชื้อไทย,ผศ. คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป เล่ม . พิมพ์ครั้งที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๓ บทที่ ๑ ,หน้า  ๓๓.

(๓) เพิ่งอ้าง บทที่ ๑ ส่วนที่ ๒ จากศีลธรรมไปสู่กฎหมาย หน้า ๔๑ - ๔๔.

(๔) อ้างแล้ว (๒) บทที่ ๖ ส่วนที่ ๑ ความหมายของสิทธิ หน้าที่และคำอื่น ๆ ที่คล้ายคลึง หน้า ๑๒๑.

(๕) โปรดดูมาตรา ๔๒๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
 
(๖) มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นิยายลา ฟลอร่า โรงเรียนป่วน ก๊วนเจ้าหญิง : บททดสอบแห่ง นิกโก โทโชกุ (Nikkō Tōshō-gū)

                            
  "เลดี้ทั้งหลายคะ กรุณาตามครูมาทางนี้ค่ะ" เสียงของครูประจำชั้นคลาสพริ้นเซส ห้อง E ดังขึ้น ทำให้เด็กในชั้นเรียนดังกล่าวที่กำลังเดินคุยกันอยู่อย่างสนุกสนานต้องรีบติดตามคุณครูเจ้าระเบียบไปเข้าแถวอยู่ตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้านิกโก โทโชกุ 

   ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาครูมารี กีมาร์ ได้พานักเรียนประจำคลาสของเธอมาทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น  โดยไปทั้งที่เกียวโต นารา โอซาก้า ชิราคาวาโกะ  ภูเขาไฟฟูจิ และในวันนี้ก็ได้มาที่เมืองนิกโก้  เมืองอันเป็นสถานที่ตั้งของมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

   หลังจากที่นักเรียนทุกคนได้บัตรผ่านไปแล้ว ทั้งหมดก็ได้เข้ามาภายในบริเวณของศาลเจ้าแห่งนี้
ครูมารีแนะนำให้นักเรียนได้รู้จักกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะนำชมและอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ของศาลเจ้าแห่งนี้ให้บรรดานักเรียนได้ฟัง  

       "อาคารหลังนั้นสวยจังเลย" เสียงของเลดี้แห่งลา ฟลอร่า ดังจ้อกแจ้ก พลางชี้นิ้วไปยังอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในบริเวณศาลเจ้าที่ล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยสีสันต่าง ๆ อย่างสวยงาม หลายวันมานี้พวกเธอได้เห็นสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่สวยงามในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับความสวยงามของศาลเจ้าแห่งนี้ 

       "สมแล้วที่ได้เป็นมรดกโลก" นักเรียนหญิงผมหางม้าจากเมืองไทยผู้มีแมวดำอยู่บนหัวของเธอเอ่ยชม คำชมนั้นทำให้เด็กหญิงผมยาวสีเขียวจากประเทศญี่ปุ่นรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก สังเกตได้จากนัยน์ตาของเธอที่เปล่งประกายสดใสออกมา

       "เอ้ามาทางนี้กันเร็ว" เสียงของมัคคุเทศก์สาวท้องถิ่นเรียกให้นักเรียนทั้งหมดไปรวมแถวกันอยู่ที่หน้าประตูคูงูริมง (Kugurimon Gate) เมื่อนักเรียนมากันครบแล้ว มัคคุเทศก์ก็ชี้ให้นักเรียนทั้งหลายดูรูปแมวที่แกะสลักอยู่ตรงเหนือประตูดังกล่าว "นั่นเรียกว่าเนมูริ เนโกะ    หรือ แมวนิทรา ค่ะ"

      "เป็นแมวที่สวยดีนะยูริ"

      "แน่อยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ คุณทิวา"

      "นี่ถ้าไม่ได้มาทัศนศึกษาที่นี่แล้วล่ะก็ ก็คงไม่ได้เห็นแมวนอนหลับที่แกะสลักได้อย่างสวยงามแบบนี้แน่"

      "อย่างเธอส่องกระจกก็เห็นแมวนอนหลับแล้วล่ะย่ะ" เด็กหญิงผมทองจากประเทศฝรั่งเศสเอ่ยแขวะ

     "ก็เหมือนกับทองม้วนที่อยู่บนผมของเธอไม่ใช่เรอะ" ทิวาแขวะกลับ

     "โฮะ! โฮะ! โฮะ!  แล้วถ้าอยากจะเห็นหางม้าดีดกะโหลกล่ะก็ดูที่เธอก็พอ" เด็กหญิงผมทองเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

     โป๊ก! โป๊ก! เสียงไมค์ลอยมากระทบหัวสองเด็กสาวทั้งสองเข้ามาอย่างจัง

      "เลดี้ทิวา เลดี้นาซิสซ่าคะ กรุณาอย่าคุยกันในระหว่างที่มัคคุเทศก์บรรยายอยู่นะคะ" ครูมารี พูด

      นักเรียนหญิงทั้งสองหุบปากลงทันที แต่เมื่อมัคคุเทศก์เดินนำนักเรียนไปที่โรงม้าหลวงเพื่อไปดูภาพสลักลิงอันโด่งดัง ทั้งสองก็มีเรื่องทะเลาะกันอีก

      "เลดี้ทุกคนดูที่ภาพนั้นนะคะ" มัคคุเทศก์สาวชี้ให้ดูภาพสลักรูปลิง ๓ ตัว "ตัวที่ปิดตาอยู่ชื่อว่า มิซะรุ  ตัวที่ปิดหูอยู่ชื่อว่า   คิกะซะรุ และตัวที่ปิดปากอยู่ชื่อว่า อิวะซะรุ ค่ะ ลิงทั้งสามตัวเป็นสื่อบอกว่าเราไม่ควรที่จะได้ดู ได้ฟัง หรือได้พูดในสิ่งที่ชั่วร้ายค่ะ"

     "ภาพลิงนี่ก็สวยเหมือนกันนะ" ทิวาหันไปพูดกับยูริ

      "แหงอยู่แล้วล่ะก็เพื่อนเธอไม่ใช่เหรอ ยัยลิงกัง" นาซิสซ่าเริ่มก่อนอีกแล้ว

     "อย่างน้อยลิงอย่างพวกฉันก็ได้รับเกียรติให้เป็นภาพสลักประจำศาลเจ้า ไม่เหมือนกิ้งก่าอย่างเธอที่ไม่มีใครเขาเอามาก็แล้วกัน แบร่!" ทิวาแขวะกลับได้แรงทีเดียว

     "ใครเป็นกิ้งก่ากันยะ! แฮ่!" นาซิสซ่าคำราม

     โป๊ก! โป๊ก! "เอามะเหงกอีกไหมคะ เลดี้" ครูมารีพูดหลังจากที่แจกมะเหงกให้กับลิงกังผมหางม้ากับกิ้งก่าผมทองม้วนแล้ว

       "คุณทิวา คุณนาซิสซ่า" ยูริแสดงความเป็นห่วงเพื่อนทั้งสอง

     "เฮ้อ พวกลื๊อนี่ทะเลาะกันอยู่ได้น่อ" เด็กหญิงจากเมืองจีนที่ชื่อเหมยฮัวพูดขึ้นมาบ้างหลังจากทนดูพฤติกรรมของเพื่อนมาตั้งนาน

      "ก็ยัยกิ้งก่านั่นเริ่มก่อนนี่" ทิวาพูดพลางเอามือกุมหัวที่โนอยู่

      "หลายวันมานี่ก็เอาแต่ทะเลาะกันจนโดนทั้งไมค์ลอยทั้งมะเหงกมาหลายรอบก็ยังไม่ยอมหยุดกันสักที เป็นเพื่อนกันแท้ ๆ น่อ"

      "ใครจะเป็นเพื่อนกับลิงกังกันยะ แล้วหล่อนมายุ่งอะไรด้วย" นาซิสซ่าแหวกลับ

      "อ้าว อ้าว มาหาเรื่องกับอั๊วะเรอะ เดี๋ยวเจอหมัด" เหมยฮัวถลกแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นเตรียมพร้อม

      "นี่พวกเธอ เกรงใจครูมารีและไกด์ท้องถิ่นมั่งสิ" สาวอังกฤษมาดเท่ผู้มีนามว่า โรซารี่พูดขึ้น

      "อย่าทะเลาะกันเลยนะเจ้าคะ ยูริขอร้อง"

      ถ้าใครมองที่หน้าครูมารีตอนนี้ก็จะรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาอย่างน่าขนลุก แต่สักพักรังสีนั้นก็หายไปจากใบหน้าของครูประจำชั้นผู้เข้มงวดแล้ว แต่กลับปรากฏรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์ขึ้นมาแทน

      'เอาแบบนี้ก็ได้ ทดลองสิ่งนั้นเลยดีกว่า'

      หลังจากการทัศนศึกษาจบลง นักเรียนทั้งหมดได้กลับไปพักที่เรียวคัง กินอาหารเย็นกันเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่าแล้วเข้าห้องพักผ่อนของกลุ่มตน ห้องที่ยูริและเพื่อนสนิทของเธออยู่กันนั้นพักได้เพียงแค่สี่คนเท่านั้น ดังนั้น โรซารี่จึงไม่นอนอยู่ห้องเดียวกันกับพวกเธอ วันนี้พวกเธอต้องนอนกันเร็วหน่อยเพราะพรุ่งนี้จะต้องรีบเดินทางไปยังโตเกียวแล้ว

       "ราตรีสวัสดิ์นะเจ้าคะ" ยูริกล่าวต่อเพื่อนทั้งสามก่อนที่จะดึงผ้าห่มมาคลุมร่างของเธอ

      "ราตรีสวัสดิ์ยูริ เหมยฮัว ยัยกิ้งก่า"

      "ราตรีสวัสดิ์น่อ"

      "ราตรีสวัสดิ์ยัยลิงกัง"

      ทั้งหมดนอนหลับสนิทอย่างรวดเร็ว หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ประตูเลื่อนห้องนอนของพวกเธอก็เปิดออกอย่างเงียบ ๆ ครูประจำชั้นของพวกเธอก้าวเข้ามาในห้องนอน ในมือของเธอมีน้ำหอมขวดเล็กอยู่หนึ่งขวด และมีผ้าปิดปากปิดจมูกอยู่ที่ใบหน้า

    ป๊อก! เสียงเปิดจุกขวดดังขึ้นก่อนที่กลิ่นน้ำหอมจะฟุ้งส่งกลิ่นหอมอันแสนรัญจวญใจไปทั่วห้องนอนของเด็กหญิงทั้งสี่คน  ครูมารีค่อย ๆ ก้าวออกจากห้อง ปิดประตูเลื่อน ปิดจุกขวดน้ำหอมแล้วจึงถอดผ้าปิดปากปิดจมูกออก ก่อนที่จะพูดเบา ๆ ขึ้นว่า "ฝันดีนะคะ เลดี้ ฮิ ฮิื ฮิ"

   กลิ่นของน้ำหอมที่ฟุ้งขึ้นมาในห้อง ทำให้เด็กสาวญี่ปุ่นรู้สึกประหลาดใจกับกลิ่นดังกล่าว เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจ้องมองฝ่าความมืดออกไป 'กลิ่นอะไรน่ะ' เธอตัดสินใจไปปลุกเพื่อนเธอ "คุณทิวาเจ้าคะ ตื่นเถอะค่ะ ยูริได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้ ว้าย! ทำไมคุณทิวาเป็นอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ"

    "มีอะไรหรือยูริ" ทิวางัยเงียตื่นขึ้นมา "โวยวายไปได้ เจี๊ยก!" เอ๊ะ! ทำไมเสียงของเราเป็นอย่างนี้

    ทิวารีบเปิดไฟแล้วส่องกระจกดู

    "นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั๊ย เจี๊ยก!"

    "หนวกหูจริงๆ เลยนะยะ ยัยลิงกัง เจี๊ยก!"

    "พวกลื๊อเสียงดังกันจังน่อ เจี๊ยก!"

     "คุณทิวา คุณนาซิสซ่า คุณเหมยฮัว...ทำไมถึงกลายเป็นลิงกันหมดล่ะเจ้าคะ" ยูริอยากตะโกนจริง ๆ (ก็ตะโกนแล้วไง)

 ลิงทั้งสามตัวทำหน้าเหรอหรา แต่เมื่อมองเห็นตนเองในกระจกเงาก็ ช็อก! บอกได้คำเดียวว่า ช็อก!

     "ลิง งั้นเหรอ"  เสียงทุ้มลึกกังวานน่าขนลุกดังขึ้น โครม! ประตูห้องถูกกระแทกจนพังออกมาเผยให้เห็นยักษ์ญี่ปุ่นตัวใหญ่ผิวกายสีแดงถือกระบองหนามอันโต "ข้าชอบเนื้อลิง มาให้ข้ากินเสียดี ๆ" ยักษ์ตนนั้นย่างสามขุมเข้ามาหาพวกยูริ
 
    "อย่านะเจ้าคะ"  "ทำไงกันดี เจี๊ยก!"

    "อย่าแตะต้องเด็กพวกนั้นนะเจ้าปีศาจ" เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้น ยักษ์ตนนั้นถึงกับประหม่าขึ้นมาทันที

   "ทะ ทะ ทะ ท่านโชกุน" ยักษ์ละล่ำละลักตอบ "ข้าเปล่านะ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเด็กพวกนั้นนะขอรับ"

   "ออกไปให้พ้น อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าของเจ้าอีกเป็นอันขาด" โชกุนตวาดเสียงดังลั่น

   "ขอ..ขอ.. ขอรับ ข้าไปล่ะ" ยักษ์ตนนั้นรีบแจ้นออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

    "พวกเจ้าปลอดภัยดีนะ" โชกุนหันมาถามพวกยูริ

    "ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านโชกุน"

    "โชกุนเหรอ เจี๊ยก!" ลิงสามตัวร้องขึ้นพร้อมกัน

    "ขอแนะนำตัวนะเด็กน้อย ข้าชื่อว่าโตกุกาว่า อิเอะยาสุ"

    "หา!!!"  "เจี๊ยก!"

   ทั้งสี่ตะลึงกับบุคคลที่อยู่ตรงหน้า นี่เขาแนะนำตัวว่าเป็นโชกุนผู้ให้กำเนิดยุคเอโดะอย่างนั้นเหรอ

    "เอาละ เราไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบไปกันแล้ว" โชกุนโตกุกาว่าจับมือของยูริลากออกไปจากห้องนอน

    "ไปไหนกันเจ้าคะ" ยูริถาม

   "ไปที่ศาลเจ้านิกโกโทโชกุ" โชกุนตอบ

   "ไปทำไมกันล่ะ เจี๊ยก!"  ลิงทิวาถาม

   "เพราะที่นั่นมีตุลาการลิงสามตัวอยู่ และพวกเขาเท่านั้นที่จะถอนคำสาปให้กับพวกเจ้าได้ แต่ต้องก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะอยู่ในร่างลิงนี่ตลอดไป เพราะฉะนั้น ตามข้ามาเร็ว"

   ไม่มีใครติดใจจะไต่ถามอะไรอีกต่อไป ทั้งหมดเร่งรุดตามโชกุนออกไปโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่อย่างน้อยยูริก็ไม่ลืมสวมถุงเท้าและรองเท้าของเธอ

 ทั้งหมดออกจากเรียวคังไปแล้วลัดเลาะไปตามถนนสายต่าง ๆ ก่อนจะเดินผ่านเข้าไปในป่า

    "ระวังตัวด้วย แถวนี้มีพวกภูติผีปีศาจอยู่เยอะ พวกมันชอบกินเด็กและลิงมาก ทางที่ดีพวกเจ้าต้องเงียบทำเป็นไม่ได้ยินอะไรจะดีที่สุด" โชกุนแห่งยุคเอโดะกล่าว

     ทั้งหมดเดินไปอย่างเงียบกริบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากข้างทางตามสุมทุมพุ่มไม้มีพวกภูติผีญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังตั้งวงพูดคุยกันอยู่

     "เฮ้! เมื่อบ่ายนี้ข้าเจอพวกนักเรียนที่มาทัศนศึกษาที่ศาลเจ้าทะเลาะกันด้วยละ" ผีรองเท้าแตะพูดขึ้น

     "งั้นเหรอ เรื่องมันเป็นอย่างไรล่ะ" ปีศาจจิ้งจอกถาม

     "ก็เจ้าเด็กผู้หญิงผมทองเป็นฝ่ายหาเรื่องเด็กผู้หญิงผมหางม้า แล้วก็เลยมีการต่อปากต่อคำกันขึ้น ภายหลังเด็กหญิงผมทรงซาลาเปาก็ถูกดึงเข้ามาอีกคน" ผีรองเท้าแตะอธิบาย

     "เจ้าพวกเด็กสมัยนี้ก็นิสัยไม่ดีแบบนี้แหละ ข้าถึงไม่ชอบ" ผีร่มพูดขึ้นบ้าง

    "แล้วรู้ไหมว่าเจ้าเด็กสองคนที่ทะเลาะกันน่ะโดนครูทำโทษจนหัวโนเลย"  ผีรองเท้าแตะเล่าต่อ

    "ก็สมควรแล้วนี่" ผีร่มตอบ

   "เจ้าเด็กคนที่หาเรื่องก่อนนี่ก็ดูเป็นพวกหยิ่งยโสเหลือเกิน ข้าสังเกตดูแล้วคงเป็นพวกคุณหนูทำอะไรไม่เป็น วัน ๆ คงมีแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่นละมั้ง" ผีรองเท้าแตะแสดงความเห็น

   "แล้วยังปากไม่ดีอีกด้วย เป็นพวกไม่มีอะไรดีเลย แม้แต่เพื่อนก็ไม่มี โตขึ้นคงหาแฟนไม่ได้แน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ปีศาจจิ้งจอกหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ทำให้ผีรองเท้าแตะพลอยหัวเราะไปด้วย

    "ใช่แล้ว เด็กงี่เง่าพรรค์นั้นโตขึ้นจะมีอนาคตได้อย่างไร" ผีร่มตอบ

  "ฉันไม่ใช่เด็กงี่เง่าที่ทำอะไรไม่เป็นหรอกนะยะ เจี๊ยก!"  ลิงนาซิสซ่าโพล่งออกมาต่อหน้าพวกปีศาจ

  "ใช่แล้วเจ้าค่ะ คุณนาซิสซ่าไม่ใช่เด็กไม่ดีอย่างที่พวกคุณวิจารณ์กันนะเจ้าคะ" ยูริซึ่งตอนนี้ยืนอยู่ต่อหน้าพวกปีศาจกล่าวขึ้นบ้าง

  "ถึงแม้คุณนาซิสซ่าจะดูเป็นคนหยิ่งและปากร้าย แต่จริง ๆ แล้วคุณนาซิสซ่ามีจิตใจที่อ่อนโยน และรักเพื่อนฝูงเหมือนกันนะเจ้าคะ และเธอก็มีความสามารถมาก ทำอาหารได้เก่ง และมีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ อย่างดีเลย เพราะฉะนั้น ขอให้พวกคุณถอนคำพูดด้วยเถอะเจ้าค่ะ"

    โอ้โฮ พูดได้เท่สุด ๆ เลยยูริ พวกปีศาจอึ้งไปเลย แต่สักพัก

    "ลิง"   "เด็กผู้หญิง"  "ของโปรด!!!" 

     "ว้าย !! คุณนาซิสซ่าหนีเร็วเข้าเจ้าค่ะ" ยูริรีบลากลิงนาซิสซ่าวิ่งออกไป

    "มาให้กินซะดี ๆ " ปีศาจทั้งสามตะโกน

    เสียงชักดาบออกจากฝักที่ดังขึ้น ทำให้พวกปีศาจหยุดอยู่กับที่ทันที

    "โอ้! ท่านโชกุน พะ... พะ... พวกข้าไม่ได้ตั้งใจ นะ... นะ...ขอรับ" ปีศาจจิ้งจอกละล่ำลักตอบ

    สีหน้าของท่านโชกุนแสดงความดุดันออกมาให้เห็น

      "พวกข้า ไป... ไป.... ก่อน ละ ขอรับ"  เสียงของผีรองเท้าแตะฟังออกว่ากำลังหวาดกลัว แล้วปีศาจทั้งสามตนก็หนีหายเข้าไปในป่า

     ท่านโชกุนเก็บดาบเข้าฝัก แล้วหันมาทางยูริกับลิงนาซิสซ่า

     "ข้าบอกแล้วไง ว่าให้เงียบไว้น่ะ"

    "ขอโทษค่ะ" ยูริกล่าว ในขณะที่ลิงทิวาและลิงเหมยฮัวก็กำลังปลอบขวัญลิงนาซิสซ่าอยู่

     "เอ้า! รีบไปกันได้แล้ว" ท่านโชกุนกล่าว

     ทั้งหมดจึงออกเดินทางกันอีกครั้ง และแล้วทางขึ้นศาลเจ้าก็ปรากฏให้เห็นในระยะสายตา แต่ปัญหาก็คือ มีแมวตัวหนึ่งนอนขวางทางอยู่ ขอย้ำอีกครั้ง มีแมวตัวหนึ่งนอนขวางทางอยู่

     "ท่านโชกุน นั่นมันแมวที่อยู่เหนือประตูคูงูริมงใช่ไหมเจ้าคะ?"

     ท่านโชกุนพยักหน้า

     "แล้วทำไมตัวมันถึงใหญ่ขนาดนั้นล่ะเนี่ย เจี๊ยก!" ลิงเหมยฮัวคราง ก็เจ้าแมวที่ว่าตัวมันใหญ่ยังกับยักษ์เลย

     "ชู่! เจ้านี่มันไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลานอนของมัน คราวนี้พวกเจ้าต้องเงียบจริง ๆ แล้วล่ะ" ท่านโชกุนชะเง้อมองสำรวจทางข้างหน้าแล้วก็กระซิบบอกยูริกับพวกลิงเพื่อนของเธอว่า "พอมีทางลอดไปได้ พวกเจ้าตามข้ามาแบบเงียบ ๆ นะ"

    ทั้งหมดค่อย ๆ ย่องผ่านหน้าเจ้าแมวยักษ์ไป ก่อนที่จะอ้อมไปทางด้านหลัง เจ้าแมวยักษ์ยังคงหลับอย่างสบายใจ ทำให้ทั้งหมดโล่งอกไปได้บ้าง ตอนนี้ก็มาถึงตรงทางเข้าศาลเจ้าแล้ว การได้มาเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลกในยามค่ำคืนเช่นนี้ จะให้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากตอนกลางวันอย่างไรบ้างหนอ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลามาชื่นชมความงดงามของศาลเจ้าแล้ว เพราะพวกเขามีภารกิจรีบด่วนในการช่วยเพื่อน และตอนนี้ก็ใกล้เช้าเข้าไปทุกขณะแล้ว

"คุณทิวา คุณเหมยฮัว คุณนาซิสซ่า เรามาถึงแล้วค่ะ อ้าว! คุณทิวาไปไหนล่ะเจ้าคะ"

คุณทิวาหรือลิงทิวาก็กำลังจ้องมองพวกขนมโมจิและไดฟูกุที่กำลังลอยล่องอยู่ตรงหน้าของเธอนั่นไงล่ะ และยังมีเหล้าสาเกที่ทิวาคิดว่ารสชาติน่าจะดีเยี่ยมอยู่อีกด้วย คิดดังนั้นลิงทิวาจึงเอื้อมมือออกไปหมายจะหยิบเอาขนมทั้งสองชนิดและเหล้าสาเกมาดื่มกินเสียให้หายอยาก

 "ไม่ได้นะเจ้าคะ คุณทิวาอย่าไปแตะต้องอาหารนั้นนะเจ้าคะ" ยูริตะโกนเสียงดัง และนั่นคือความผิดพลาดของเธอ เพราะว่าตอนนี้เจ้าแมวยักษ์ที่หลับอยู่ได้ลืมตาขึ้นและหันมาจ้องมองที่พวกเธอแล้ว

"ไอ้หยา งานเข้าแล้ว เจี๊ยก!" ลิงเหมยฮัวคราง

"เธอไปปลุกมันทำไมยะ เจี๊ยก!" ลิงนาซิสซ่าหันไปต่อว่ายูริ ก่อนที่จะหันไปด่าลิงทิวา "เพราะเธอแท้ ๆ ยัยลิงกัง เจี๊ยก!"

"เมี๊ยว !!!" เจ้าแมวร้องเสียงน่าขนลุก ก่อนที่จะกระโจนเข้าหายูริและพวก

"กรี๊ด!!!!!"

เสียงเพลงกล่อมให้หลับดังขึ้น ก่อนที่เจ้าแมวนั่นจะค่อย ๆ เคลิ้มแล้วก็หลับลงไปอีกครั้ง

"พวกเจ้าก่อเรื่องอีกแล้วรึ ไม่ฟังที่ข้าพูดเลยนะ" โชกุนตำหนิ "ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยร้องเพลงกล่อมให้เจ้าแมวยักษ์นั่นหลับไป"

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านโชกุน" นกสีแดงเพลิงตัวหนึ่งที่บินอยู่ใกล้ ๆ กับท่านโชกุนกล่าวตอบ

"เราไปกันต่อเถอะ คราวนี้ห้ามสนใจอะไรทั้งสิ้น ตามข้ามาอย่างเดียว" โชกุนกำชับอย่างหนักแน่น ยูริและเพื่อนลิงของเธอก็พยักหน้ารับรองอย่างแข็งขัน

ทั้งหมดเดินเข้าไปในบริเวณศาลเจ้าที่ตอนนี้ เต็มไปด้วยงานรื่นเริงของพวกวิญญาณที่ทำงานอยู่ที่ศาลเจ้า รูปสลักอันสวยงามที่เห็นในเวลากลางวัน บัดนี้ได้ออกมาล้อมวงเฮฮาอยู่ตามจุดต่าง ๆ

"ข้ามี ๖ โพธิ์แดง"

"ส่วนข้ามี ๘ โพธิ์ดำ"

"ฮ่า ฮ่า ข้ามีเอซ ข้าชนะแล้ว พวกเจ้าจ่ายข้ามาซะดี ๆ" รูปสลักนกยูงพูดขึ้น

"เฮ้ย ! พวกลื๊อเล่นการพนันเหรอน่อ นิสัยไม่ดีเลยนะ เจี๊ยก!" ลิงเหมยฮัวพูดสอดเข้ามา


"แกเป็นใคร มายุ่งอะไรกับพวกเราหา!" พวกรูปสลักที่กำลังเล่นไพ่พนันกันย่างสามขุมมาหมายจะจัดการลิงเหมยฮัว

ซวยอีกแล้ว

"อย่าทำร้ายเพื่อนของยูรินะเจ้าคะ" ยูริเข้าไปขวางไม่ให้พวกรูปสลักเข้าไปทำร้ายเพื่อนของเธอ

"หลีกไป! เจ้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

"ไม่! ไม่! ยูริไม่ปล่อยให้พวกคุณทำร้ายเพื่อนของยูริหรอกเจ้าค่ะ"

"นั่นพวกเจ้าทำอะไรกัน" เสียงอันทรงอำนาจที่ไม่ใช่เสียงของท่านโชกุนดังขึ้น  "บังอาจเล่นการพนันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เหรอ"

พวกรูปสลักแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง

"พวกท่านคือ" ยูริพูดขึ้นเมื่อเห็นลิงยักษ์สามตัวเดินมาทางตน

"ตุลาการลิงสามตัวยังไงล่ะ" โชกุนตอบ นี่ก็คือลิงสามตัวที่ปรากฏเป็นรูปสลักที่พวกเธอเห็นเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง

"สวัสดีขอรับท่านโชกุน" อิวะซะรุกล่าว ในขณะที่คิกะซะรุโค้งคำนับท่านโชกุน

"พวกเจ้ามาทำธุระอะไรที่นี่ในเวลานี้" มิซะรุหันไปถามยูริและเพื่อน

"เด็กพวกนี้ต้องการความช่วยเหลือ" โชกุนตอบ

"ถ้าอย่างนั้น เราไปที่โรงม้าหลวงกันก่อนเถอะ" มิซะรุพูดแล้วเดินนำหน้าไป

เมื่อทั้งหมดไปถึงที่โรงม้าหลวงก็เป็นเวลาตีห้าสิบห้านาทีแล้ว เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะเช้า ยูริจึงรีบบอกความต้องการของเธอออกมา

"ได้โปรดช่วยเพื่อนของยูริให้คืนร่างเดิมด้วยเถอะเจ้าค่ะ" ยูริขอร้องอย่างสุภาพ

"พวกข้าคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก" มิซะรุตอบ

"ทำไมล่ะเจ้าคะ?"

"ก็เจ้าพวกนี้มาแสดงกิริยาไม่สุภาพต่อหน้าพวกข้า แล้วอีกอย่างพวกเจ้าก็ไม่ผ่านบททดสอบด้วย" อิวะซะรุตอบ

"บททดสอบ บททดสอบอะไรกันน่ะ เจี๊ยก!" ลิงเพื่อนยูริทั้งสามตัวถาม

"ก็บททดสอบที่ท่านโชกุนบอกให้พวกเจ้าปฏิบัติในระหว่างที่เดินทางมาที่ศาลเจ้านี่นะสิ พวกเจ้าไม่ผ่านหมดเลย" คิกะซะรุพูดขึ้นบ้าง

"ตอนที่ท่านโชกุนขอให้พวกเจ้าทำเป็นไม่ได้ยินอะไร แต่พวกเจ้าก็กลับสนใจเสียงของผีพวกนั้น และยังไปทะเลาะกับผีอีก"  คิกะซะรุกล่าว

"ตอนที่เดินผ่านแมวยักษ์ ท่านโชกุนขอให้พวกเจ้าเงียบกริบ แต่เจ้าก็ดันตะโกนจนเจ้าแมวนั่นตื่นขึ้นมา"  อิวะซะรุพูดขึ้นบ้าง

"และท้ายสุดเมื่อท่านโชกุนขอให้พวกเจ้าอย่าสนใจอะไรที่เกิดขึ้นในอาณาบริเวณของศาลเจ้า  พวกเจ้าก็เข้าไปจุ้นจ้านกับเจ้าพวกที่เล่นการพนันนั้นอยู่อีก สรุปว่าพวกเจ้าไม่ผ่านทุกการทดสอบ"  มิซะรุสรุปปิดท้าย

"ดังนั้น พวกเราจึงขอตัดสินให้เจ้าสามตัวนี้อยู่ในร่างลิงตลอดไป" ตุลาการลิงทั้งสามตัวพูดขึ้น

"หา!!!" "ไม่นะนี่ฉันต้องกลายเป็นลิงไปตลอดชาติอย่างนั้นเลยเหรอ เจี๊ยก!" ลิงนาซิสซ่าโวยวาย

"แง้ คุณแม่ขาช่วยด้วยคะ เจี๊ยก!" ลิงทิวาคร่ำครวญ

"อั๊วไม่เอาน่อ เจี๊ยก!" ลิงเหมยฮัวว่า

"ได้เวลากลับไปนอนแล้ว"  ตุลาการลิงทั้งสามตัวกล่าว

"เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ" ยูริตะโกนเรียก

"มีอะไรอีกล่ะเด็กน้อย?" มิซะรุถาม

"ยูริอธิบายได้นะเจ้าคะว่าทำไมถึงได้ทำอย่างนั้นลงไป"

"หือ?"

"จริงอยู่ที่ท่านโชกุนอาจจะสั่งให้พวกเราแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงของภูติผีปีศาจ หรือให้เงียบเมื่อเดินผ่านเจ้าแมวยักษ์ หรือให้ทำเป็นไม่สนใจอะไรที่ปรากฏต่อสายตาพวกเราในบริเวณศาลเจ้า แต่ยูริก็มีเหตุผลในการฝ่าฝืนคำสั่งของท่านโชกุนเจ้าค่ะ นั่นคือ เพื่อนของยูริน่ะเจ้าค่ะ"

"ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร?" โชกุนถาม

"ท่านโชกุนก็คงได้ยินนะเจ้าคะว่าพวกผีนินทาคุณนาซิสซ่าอย่างไรบ้าง คุณนาซิสซ่าเป็นเพื่อนของยูริค่ะ และยูริทนไม่ได้ที่จะให้ใครมาว่าร้ายเพื่อนของยูริ ยูริจึงต้องปกป้องเพื่อนเจ้าค่ะ"

"แล้วตอนที่เราผ่านเจ้าแมวยักษ์มานั่น เจ้าจะอธิบายว่าอย่างไรล่ะ ?" โชกุนถามต่อไป

"นั่นเพราะคุณทิวากำลังจะทำผิด เจ้าค่ะ"

"ทำผิด?"

"ใช่แล้วเจ้าค่ะ อาหารที่ลอยอยู่หลังจากที่เราผ่านเจ้าแมวยักษ์มานั้น ไม่ใช่อาหารที่ทำไว้สำหรับพวกเรา พวกเราไม่มีสิทธิ์กิน เมื่อคุณทิวาทำท่าจะกิน ยูริจึงต้องรีบห้ามไว้เจ้าค่ะ"

"และถึงแม้ว่ายูริจะเป็นคนซุ่มซ่ามหรือขี้กลัวอย่างไร ยูริก็ไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเพื่อนของยูริหรอกเจ้าค่ะ"

"ว่าอย่างไรล่ะ ท่านตุลาการ" โชกุนหันไปถาม

ตุลาการลิงทั้งสามหันไปปรึกษาหารือกันสักพักก็หันกลับมาส่งยิ้มให้กับยูริ 

"ยินดีด้วย พวกเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว" มิซะรุกล่าว และเมื่อเห็นยูริและเพื่อน ๆ ลิงของเธอทำหน้างง
คิกะซะรุก็อธิบายว่า

"ท่านโชกุนและพวกเราต้องการทดสอบมิตรภาพของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเราจึงให้พวกภูติผีปีศาจไปพูดนินทาเพื่อนคนหนึ่งของพวกเจ้าเพื่อดูว่า เจ้าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง การที่เจ้ากล้าเข้าไปห้ามปรามพวกปีศาจไม่ให้ว่าร้ายเพื่อนของเจ้า แสดงว่าเจ้าเห็นว่าชื่อเสียงของเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ"

"เรารู้ว่าเพื่อนเจ้าคนหนึ่งเป็นคนตะกละ" อิวะซะรุ หันไปมองหน้าลิงทิวาครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  "เราจึงเอาอาหารอร่อย ๆ ล่อไว้ ตรงหลังเจ้าแมวยักษ์นั่น การที่เจ้าห้ามปรามเพื่อนของเจ้าไม่ให้ไปเอาสิ่งของที่ไม่มีสิทธิ์มาเป็นของตน แสดงว่าเจ้าถือความถูกต้องเป็นสำคัญ ไม่ตามใจเพื่อนไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม"

"และการที่เจ้าเข้าไปขวางกันไม่ให้พวกรูปสลักที่กำลังเล่นการพนันอยู่ทำร้ายเพื่อนของเจ้า แสดงว่าเจ้าเห็นชีวิตของเพื่อนสำคัญกว่าชีวิตของตนเอง  เจ้าแสดงออกให้พวกเราเห็นว่าเพื่อนที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร  เด็กน้อย พวกเราจึงให้เจ้าผ่านการทดสอบ และในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว เราก็จะทำตามคำขอร้องของเจ้า" 

    ตุลาการลิงทั้งสามพึมพำคาถาอะไรซักอย่าง   ก่อนที่จะเกิดควันขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณของศาลเจ้า  ยูริรู้สึกง่วงขึ้นมาโดยฉับพลัน แม้ว่าจะพยายามฝืนไว้สักเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานได้อีก จำต้องหลับตาลง แต่ก่อนที่จะเปลือกตาจะปิดลงนั้น ยูริก็ได้ยินเสียงพูดของท่านโชกุน "ทำได้ดีมากเด็กน้อย ข้าขอให้เจ้าจงรักษามิตรภาพแบบที่เจ้าทำในคืนนี้ต่อเพื่อนของเจ้าตลอดไปนะ"

เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมายูริก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนเดียวกันกับเพื่อนอีกสามคนในเรียวคังที่พักอยู่นั่นเอง

"คร่อก  ฟี้!"  เสียงกรนของทิวาดึงสติของยูริกลับคืนมา เธอรีบโผเข้าไปกอดทิวาทันที

"คุณทิวาคืนร่างเดิมแล้วหรือเจ้าคะ ยูริดีใจจังเลย"

"เฮ้ย! อะไรกันนี่ยูริ มากอดฉันทำไม?"

"ตื่นเช้ามาก็โวยวายใหญ่เลยนะยะ ยัยลิงกัง" นาซิสซ่าพูดพลางอ้าปากหาว

"พวกลื๊อนี่ก็ เอะอะไปได้ คนยิ่งนอนไม่ค่อยหลับอยู่ด้วย" เหมยฮัวลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

"อ้าวเป็นอะไรไปล่ะเหมยฮัว ไม่สบายเหรอ" ทิวาถาม

"ก็เมื่อคืนเป็นอะไรก็ไม่รู้ ฝันร้าย คือ อั๊วฝันว่าอั๊วกลายร่างเป็นลิงน่ะสิ"

"เอ๋! แปลกนะฉันก็ฝันอย่างเดียวกันเลย" ทิวาพูด

"ฉันก็ด้วย" นาซิสซ่าพูด

"อายูริ ลื๊อฝันแบบพวกเราหรือเปล่าน่อ" เหมยฮัวหันไปถามยูริ แต่ยูริเพียงแค่ยิ้มกลับมาเท่านั้น

"นี่พวกเธอมัวแต่ทำอะไรอยู่น่ะ"

"โรซารี่!!!"

"ใกล้ได้เวลาออกเดินทางแล้วนะ ไปทำธุระให้เสร็จแล้วรีบไปกินอาหารเช้ากันได้แล้ว" โรซารี่บอกเพื่อน ๆ ของเธอ

"นี่อาโรซารี่ ลื๊อฝันประหลาดบ้างไหม?" เหมยฮัวถามโรซารี่  "ฝันว่าอะไรอ่ะ?" โรซารี่ถามเหมยฮัว

ในขณะที่เด็กหญิงทั้งสี่มัวแต่วุ่นวายกับการจัดของ ครูประจำชั้นห้อง E ที่แอบฟังการสนทนาอยู่นอกห้องก็ได้เดินหลบไปทางมุมหนึ่งของเรียวคังก่อนจะใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาใครคนหนึ่ง

"ค่ะ ท่านผู้อำนวยการ น้ำหอมใช้การได้ดีเลยล่ะค่ะ"  "ค่ะ ค่ะ แค่นี้นะคะ"

น้ำหอมนิทรา น้ำหอมสูตรพิเศษที่ผลิตขึ้นโดยแผนกวิจัยร่วมกันของสถาบันลา ฟลอร่า และสถาบันโนอาห์ น้ำหอมที่จะพาให้ผู้สูดดมได้เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนจะประหลาด แล้วเมื่อตื่นขึ้นมาพวกเขาหรือพวกเธอเหล่านั้นจะพบว่าความฝันนั้นน่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก สามารถเปลี่ยนอุปนิสัยของคนจากร้ายให้กลายเป็นดีได้


ครูมารีปิดโทรศัพท์มือถือลง ก่อนที่จะเดินไปทางห้องพักของบรรดานักเรียนประจำชั้นและพูดว่า

"เลดี้ทั้งหลายคะ ได้เวลาออกเดินทางแล้วค่ะ"

อ้างอิง


































๑)  Nikkō Tōshō-gū ,https://en.wikipedia.org/wiki/Nikk%C5%8D_T%C5%8Dsh%C5%8D-g%C5%AB  
 
๒) Shrines and Temples of Nikko, http://whc.unesco.org/en/list/913

๓) https://en.wikipedia.org/wiki/Three_Wise_Monkeys

๔) ลิงสามตัว , https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7

๕) "วิฬาร์และวานร อุทาหรณ์จากนิกโก้", ทอดตาทั่วแผ่นดิน, ต่วย'ตูนพิเศษ ฉบับที่ ๔๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓.