วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556
ส.ค.ส. ปีใหม่ เพื่อชีวีที่สดใส
เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ผมมีคำแนะนำดี ๆ มาให้ท่านผู้อ่านลองปฏิบัติตาม เพื่อให้ชีวิตของท่านดีขึ้น และเพื่อจรรโลงสังคมที่ท่านอยู่อาศัยให้น่าอยู่ขึ้น
Dear Readers
Season Greetings in year 2013, for the better of your life and your society, I would like to recommend you to follow these dos and don'ts .
๑) จงเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ และหัดให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น
Be giver than receiver and forgive the others when they made mistake.
๒) ไม่ประกอบอาชญากรรมทุกชนิด ไม่ล่วงละเมิดกฎหมายและไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้ใด
Do not commit crimes. Do not violate laws or other's rights.
๓) ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณาและด้วยความเคารพ
Treat others with kind and respect.
๔) จงเป็นผู้ยึดมั่นในความถูกต้องและเป็นคนยุติธรรม ไม่ตัดสินคนอื่นด้วยอคติ
Be justice and righteous person, don't judge other people by bias.
๕) ระวังวาจาของท่านไว้ พูดแต่ความจริงด้วยถ้อยคำที่สุภาพ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามหรือยั่วยุผู้อื่น
Beware of your speech, speaks only truth and polite words. Do not insult or provoke anyone.
๖) ประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ค้าขายมนุษย์ ไม่ค้าขายสัตว์เพื่อนำไปฆ่า ไม่ค้าขายอาวุธ ไม่ค้าขายยาพิษ ไม่ค้ายาเสพติดหรือเครื่องดองของเมา
Do not sell human , do not sell animal to send them to die, do not sell weapons, do not sell poison, drugs or alcolholic beverages.
๗) รักษาวินัยอย่างเคร่งครัด จัดการงานให้เสร็จเรียบร้อย
You should be disciplined and finish all of your work.
๘) อย่าอิจฉาริษยาเมื่อผู้อื่นได้ดีในหน้าที่การงาน
Do not envy when others got promoted.
๙) ไม่กระทำการอันทุจริต จงจำไว้ว่าความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
Do not corrupt, remember that honesty is the best policy.
๑๐) ไม่เสพยาเสพติดทุกประเภท และไม่ดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
Do not consume drugs or alcoholic beverage.
๑๑) อดทนต่อสิ่งยั่วยุทั้งหลาย ไม่โกรธง่าย
Be patient, do not easily anger.
๑๒) มองโลกในแง่ดี และมองหาคุณความดีของบุคคลอื่น
Be optimistic and seek for goodness of other people.
๑๓) เลี้ยงดูบิดามารดาและเอาใจใส่ต่อครอบครัวของคุณให้ดี
Take care of your parent and your family.
๑๔) จงอย่าทำร้ายสัตว์หรือทำลายสิ่งแวดล้อม
Do not harm animal or environment.
๑๕) จงรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเอาไว้
You should preserve your good traditions.
หวังว่าทั้ง ๑๕ ข้อนี้คงไม่ยากเกินไปนะครับ หากทำได้ท่าน ท่านก็จะพบความสุขความเจริญแน่นอน
สวัสดีปีใหม่ครับ
I hope you could follow these dos and don'ts. If you can, believe me, you will be happy everyday.
Happy New Year
วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ว่าด้วยเรื่องวันสิ้นโลก
ตัวเอกของเรื่องที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือไม่ก็ตัวละครที่ยอมรับชะตากรรมความตายอย่างสงบ มากกว่าที่จะมาร้องไห้คร่ำครวญนะครับ
อาจสรุปได้ว่าความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกนั้นเป็นความเชื่อที่เกิดจากการตีความอย่างผิด ๆ และความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริง ประกอบกับมีการปล่อยข่าวออกมา ทำให้เกิดเป็นกระแสดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันคงไม่ทำให้โลกถึงคราวสิ้นสุดลงไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโลกจะไม่ถึงคราวอวสาน แต่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งทั่วทั้งโลกในเวลานี้ ก็เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าธรรมชาติได้เสียสมดุลจนยากที่จะทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้แล้ว นอกจากนี้
การทำสงครามและการก่อการร้ายยังทำลายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างคนในโลกลงไป ซึ่งหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปมนุษยชาติก็จะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันสิ้นโลกแต่อย่างใด ฝากไว้ให้คิดครับ
วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
พุทธชยันตี ๓ เราจะรักษาและสืบสานพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
ก่อให้เกิดเป็นประเพณีที่ดีงามและมีคุณค่ามากมาย พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตของ
คนไทยตั้งแต่เกิดจนถึงตาย มรดกทางพระพุทธศาสนามีให้เห็นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมในอดีตอย่างรวดเร็ว ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีนัก ดังจะเห็นได้จากข่าวตามสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ที่เสนอเรื่องของการฆ่ากันตายและการก่ออาชญากรรมเป็นรายวัน ข่าวการทุจริตและประพฤติ
มิชอบในแวดวงของข้าราชการ นักการเมือง (ทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น) และแวดวงธุรกิจ
ความประพฤติที่เสื่อมเสียของวัยรุ่นและดารา รวมถึงความขัดแย้งทางการเมือง สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและเห็นแก่ตัว การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา การติดการพนัน การค้าและเสพยาเสพติด การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
นอกจากวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว เราไม่ค่อยจะได้เห็นคนไทยเข้าวัด ตักบาตร ฟังธรรม หรือนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันเลย คนไทยยุคปัจจุบันชอบการละเล่น ชอบดื่มเหล้า เล่นการพนัน มีกิริยาก้าวร้าวรุนแรง ไม่รักนวลสงวนตัว พูดคำหยาบ ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่สนใจในการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ในส่วนของพระสงฆ์เองก็พบว่ามีปัญหาพระภิกษุต้องอาบัติหนัก ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้
นักวิชาการรุ่นใหม่ก็มีทัศนคติไม่ให้ความสำคัญและยังมองพระพุทธศาสนาในเชิงลบอีกด้วย จึงเป็นที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไร
เริ่มจากสื่อมวลชนและบริษัทที่ทำรายการบันเทิงต่าง ๆ ควรผลิตรายการโทรทัศน์ เพลง การ์ตูนที่มีส่วนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสนับสนุนการนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันออกมา ถ่ายทอดสดการสวดมนต์ทำวัตรเช้าของพระสงฆ์ผ่านทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์แทน
การนำเสนอข่าวอาชญากรรม ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ควรนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์และ
พุทธบริษัทที่กระทำความดี หรือนำเสนอเรื่องของบุคคลที่ทำประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าลงข่าว
ความขัดแย้งของบุคคลต่าง ๆ ในสังคม หรือเสนอข่าวความประพฤติที่ไม่สมควรของบุคคลต่าง ๆ
สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ เป็นต้น
การตั้งสถานบันเทิงอยู่ใกล้วัดและสถานศึกษา อย่าให้มีการรุกที่วัด หรืออย่าให้มีการหาประโยชน์จากที่ดินของวัด การดูแลรักษาความสะอาดในบริเวณวัดและภายนอกวัดเป็นประจำ
ในส่วนของพระภิกษุสงฆ์ก็ควรจะเป็นผู้ชี้นำคนในสังคมให้ไปในทางเจริญ โดยการเผยแผ่พุทธธรรมให้กว้างไกลออกไป ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี หมั่นศึกษาพระธรรม รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด อบรมสั่งสอนศีลธรรมเป็นประจำ คอยชี้แนะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม ทำประโยชน์โดยไม่เน้น
ผลตอบแทน ไม่เรี่ยไรมากจนเกินไป ไม่สอนธรรมที่ผิด เกื้อกูลต่อสังคมไทย (และถ้าเป็นไปได้ สังคมโลก)
ญาติพี่น้องบุตรหลาน เชิญชวนบุคคลอื่นให้เข้าวัดฟังธรรม หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ แนะนำสั่งสอนศีลธรรมให้แก่บุตรหลานของตน และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่นเห็น นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน รักษามารยาททางสังคม เคารพกฎหมายและระเบียบวินัย หมั่นรักษาศีลห้า
สนับสนุนการบวช เข้าร่วมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่แสวงหาประโยชน์ในทาง
พุทธพาณิชย์ ธรรมพาณิชย์ หรือสังฆพาณิชย์ โดยเด็ดขาด และจะต้องไม่นำสัญลักษณ์ทาง
พระพุทธศาสนาไปใช้ในทางที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์หรือผิดไปจากศีลธรรม จะต้องไม่ตีความหรือ
แอบอ้างหลักธรรมในทางที่ผิด
วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555
พุทธชยันตี (๒) : การสร้างสังคมแห่งสันติสุข
พระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ได้เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนซึ่งส่งผลเป็นการปฏิวัติสังคมในสมัยนั้น แต่การปฏิวัติดังกล่าวไม่เหมือนกับการปฏิวัติสังคมในประวัติศาสตร์โลกส่วนใหญ่
เนื่องจากเป็นการปฏิวัติสังคมโดยสันติวิธี สร้างสังคมแห่งสันติสุขและความเสมอภาคขึ้นในโลก ทั้งนี้ การสร้างสังคมแห่งสันติสุขนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัย ๒ ประการ คือ
๑) วิธีการเผยแผ่พระธรรม และ
๒) หลักธรรมที่ทรงสั่งสอนแก่ชาวโลก
๑) วิธีการเผยแผ่พระธรรม พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระธรรมโดยใช้ปัญญาและเหตุผลเป็นหลักในการแสดงพระธรรมเทศนา และการตอบปัญหาข้อสงสัยของบุคคลอื่น ไม่ทรงใช้วิธีการข่มขู่ บังคับ หรือกล่าวให้ร้ายบุคคลอื่นหรือศาสนาอื่นแต่อย่างใด และไม่ฉวยโอกาสในความเดือดร้อนของผู้อื่น เมื่อทรงแสดงกาลามสูตรแก่ชาวกาลามะ ก็ทรงให้หลักและข้อคิดแก่ชาวกาลามะ ให้นำไปพิจารณาตรึกตรองเอง บางครั้งทรงใช้กุศโลบายในการสั่งสอน เช่น ทรงขอให้หญิงที่สูญเสียบุตรของตนไปนำเมล็ดผักกาดมาจากบ้านที่ไม่มีคนตายมาเพื่อจะช่วยชุบชีวิตบุตร ครั้นเมื่อหญิงนั้น
ไม่สามารถหาเมล็ดผักกาดมาจากบ้านที่ไม่มีคนตายได้ จึงทรงสั่งสอนให้หญิงผู้นั้นเห็นถึงความจริงในชีวิต มีบางครั้งที่พระองค์ทรงแสดงฤทธิ์บ้างเพื่อกำราบบุคคลผู้มีความอหังการ แต่สุดท้ายแล้วพระองค์จะทรงสั่งสอนด้วยความเมตตา จนบุคคลนั้นกลับตัวกลับใจหันมานับถือพระพุทธศาสนา เช่นในกรณีการสั่งสอนองคุลีมาล เป็นต้น พระสงฆ์สาวกของพระองค์ก็ทรงเผยแผ่หลักธรรมด้วยวิธีการนี้เช่นกัน
นอกจากนี้แล้ว พระพุทธเจ้าและพระสาวกยังให้เสรีภาพแก่บุคคลอื่นด้วยว่าจะหันมานับถือศาสนาพุทธหรือไม่ และเปิดโอกาสให้สามารถพิสูจน์ตรวจสอบพระองค์ พระธรรม และพระสงฆ์ได้ ดังนั้น การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม อย่างแท้จริง
๒) หลักธรรมที่ทรงสั่งสอน เป็นหลักธรรมที่สร้างความสงบให้แก่สังคม และสร้างความสงบให้แก่จิตใจของมนุษย์โดยอาศัยการควบคุมจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลในสังคม กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงมองเห็นว่าสังคมจะเป็นอย่างไร ดำเนินไปทางไหน ย่อมขึ้นอยู่กับความประพฤติของผู้คนในสังคม ดังนั้น ในชั้นต้น จึงทรงสั่งสอนหลักธรรม หลักความประพฤติปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม เทวธรรม ศีล (ควบคุมการกระทำทางกายและวาจาไม่ให้ก่อความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น) ฆราวาสธรรม (ธรรมสำหรับการดำเนินชีวิตที่สงบสุข) สังคหวัตถุและพรหมวิหาร (หลักธรรมเพื่อให้บุคคลในสังคมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน) ทศพิธราชธรรม (หลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข) กุศลกรรมบถ (หลักธรรมสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโดยสันติ) สัปปุริสธรรม (ธรรมสำหรับบุคคลที่เป็นคนดี) ฯลฯ ซึ่งการปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ เป็นการส่งเสริมให้บุคคลในสังคมไม่เบียดเบียนคนอื่น (และสิ่งมีชีวิตอื่น) เป็นการส่งเสริมให้บุคคลไม่ละเมิดกฎเกณฑ์ในสังคม เป็นการส่งเสริมให้บุคคลรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเป็นการส่งเสริมให้บุคคลมีพื้นฐานทางจิตใจที่ดีงาม
ในชั้นสูง พระพุทธองค์ทรงสอนให้บุคคลรู้จักการฝึกจิตเป็นระดับไปตั้งแต่การหัดระงับความทะยานอยาก จนถึงการเพียรเพ่งดับความคิดปรุงแต่งเพื่อการบรรลุธรรม เป็นการสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในจิตใจของบุคคล เมื่อบุคคลมีจิตใจที่สงบและดีงามแล้วก็จะลดละบาปกรรม และสร้างแต่บุญกุศล ยังประโยชน์ให้แก่คนทั้งหลาย
อนึ่ง หลักพุทธธรรมนั้นมีลักษณะเป็นระบบและเป็นองค์รวม ควบคุมการกระทำทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจ ตัวอย่างเช่น เรื่อง ทาน นั้น เป็นทั้งหลักธรรมที่ส่งเสริมให้บุคคลรู้จักการเสียสละแบ่งปันสิ่งของให้แก่บุคคลอื่น (อามิสทาน - ลดละโลภะ) ส่งเสริมให้รู้จักการให้อภัย (อภัยทาน - ลดละโทสะ) และส่งเสริมการเผยแพร่หลักธรรมที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น (ธรรมทาน - ลดละโมหะ ) มงคลสูตร สอนเรื่องความประพฤติปฏิบัติของบุคคลทั้งต่อสังคมและต่อตนเองเป็นระดับชั้นขึ้นไป เป็นต้น
ด้วยปัจจัยทั้งสองประการนี้ ส่งผลให้สังคมชาวพุทธเป็นสังคมที่มีความสงบสุข เป็นสังคมที่มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นสังคมแห่งรอยยิ้ม ดังเช่นประเทศไทยในอดีตที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สยามเมืองยิ้ม" อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตและการบริโภค ทำให้สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีแต่ความรีบเร่ง ไม่ใส่ผู้อื่น เห็นความสำคัญของวัตถุและเงินทองมากกว่าความสงบสุขทางจิตใจ ในสภาพสังคมเช่นนี้ บุคคลไม่ค่อยใส่ใจในการปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงาม เราจะฟื้นฟูสภาพสังคมที่ดีงามในอดีตขึ้นมาได้อย่างไร เราจะรักษาพระพุทธศาสนาอย่างไร โปรดติดตามทัศนะของผู้เขียนได้ในตอนต่อไป
(๑) ขอขอบคุณข้อมูลในเรื่องของหลักพุทธธรรมต่าง ๆ จากเว็บไซต์ wikipedia ภาคภาษาไทย
http://th.wikipedia.org/wiki
วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พุทธชยันตี (๑) : คติธรรมที่ได้จากพระมหาบุรุษ
พระประวัติของพระมหาบุรุษตั้งแต่ช่วงประสูติจนกระทั่งถึงตอนที่พระองค์ตรัสรู้ โดยเฉพาะข้อคิดที่ได้จากการเสด็จออกผนวชของพระองค์
๑) การปกครองบ้านเมือง ย่อมจะต้องปกครองประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดเวลา ทั้งต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในอาณาจักร ซึ่งการจะปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขเช่นนี้จักต้องอาศัยตัวบทกฎหมายและการลงโทษผู้กระทำผิดอาญาแผ่นดิน บางครั้งการลงโทษก็เป็นเหตุให้ต้องประพฤติผิดศีลธรรม ดังมีตัวอย่างในชาดกเรื่องพระเตมีย์ ซึ่งพระเตมีย์ทรงเห็นการที่พระราชบิดาทรงลงอาญาแก่เหล่าโจรผู้ร้ายด้วยทัณฑ์อันน่าสยดสยอง เป็นเหตุให้พระเตมีย์ระลึกถึงความหลังครั้งอยู่ในนรก และบังเกิดความหวาดกลัวจนพระองค์ตัดสินพระทัยไม่รับราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องมาทำบาปทำกรรมเช่นนั้น
๒) การปกครองบ้านเมืองนั้นจักต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนของตนยิ่งกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมืองอื่น การกระทำเช่นนี้เป็นข้อจำกัดการบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนทั้งหลาย เนื่องจากไม่ได้เกื้อกูลประโยชน์แก่ชาวโลกโดยเสมอภาคกัน แต่เอื้อประโยชน์ให้แก่
ชนชาติตนมากกว่า จึงยังมีลักษณะที่เห็นแก่ตัว บางครั้งก็อาศัยการทำสงครามผนวกดินแดนเพื่อความยิ่งใหญ่แห่งชนชาติตน หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์จากดินแดนที่ตนยึดครอง ซึ่งเป็นการสร้างความหายนะแก่ชนชาติอื่นเพื่อประโยชน์ของชนชาติตน ถ้าดูเหตุการณ์ที่เป็นข่าวในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งเรื่องดินแดนหรือน่านน้ำระหว่างประเทศทั้งหลาย (เช่น กรณีความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์ เป็นต้น ) นั้น ก็มีสาเหตุมาจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองตนทั้งนั้น พระเวสสันดรเองถูกขับออกจากบ้านเมือง เนื่องจากประชาชนไม่พอใจที่พระองค์พระราชทานช้างคู่บ้านคู่เมืองไปให้แก่ชาติบ้านเมืองอื่น ก็เพราะประชาชนมองว่าพระองค์ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองนั่นเอง
๓) การปกครองบ้านเมืองจะต้องประสบกับปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นทุกวันในครอบครัวและในสังคม ไม่ว่าจะมาจากความประพฤติของคนรอบข้างก็ดี จากคนในครอบครัวก็ดี จากคนในสังคมบางกลุ่มบางพวกก็ดี จากโจรผู้ร้ายก็ดี หรือจากขุนนางข้าราชการก็ดี แม้นว่าผู้ปกครองบ้านเมืองจะตั้งมั่นอยู่ในธรรม ไม่เคยประพฤติตนเสื่อมเสียเลยก็ตาม แต่ก็จะต้องมาจัดการแก้ไขปัญหาที่บุคคลอื่นเป็นผู้ก่อขึ้น นับเป็นความวุ่นวายอย่างมาก และจะต้องประสบกับความกังวลใจในบั้นปลายพระชนมชีพในการเลือกผู้สืบทอดเพื่อปกครองบ้านเมืองต่อเป็นแน่แท้
๔) การอยู่ครองบ้านเมืองไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ เพราะการอยู่ครองบ้านเมืองทำให้ต้องวุ่นวายอยู่กับการบริหารปกครองและทำนุบำรุงบ้านเมือง ไม่มีเวลาที่จะมาบำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อความหลุดพ้น
ดังนั้น การออกบวชจึงเป็นหนทางที่ดีกว่าการครองเรือนเพราะไม่ต้องทำบาปกรรมใด ไม่ต้องวุ่นวายกับการเลี้ยงดูครัวเรือน และได้ขจัดภาระในฐานะผู้ปกครองออกไป คงเหลือแต่ภาระหน้าที่ในการแสวงหาหนทางเพื่อความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงเท่านั้น
ผู้ที่ปรารถนาจะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายทางโลกถ้าไม่ติดขัดด้วยคุณสมบัติแล้วจึงสมควรออกบวชมากกว่าที่จะปฏิบัติธรรมในขณะครองเรือน เพราะจะอยู่ในฐานะและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบรรลุธรรมมากกว่า ทั้งนี้ การบวชดังกล่าวจักต้องเป็นการบวชเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ใช่การบวชแค่ตามประเพณีเท่านั้น
ประการที่สอง คือ การแสวงหาหนทางแห่งความดับทุกข์นั้นต้องอาศัยปณิธานที่แน่วแน่ การเรียนรู้และความเพียรทุกวิถีทาง พระมหาบุรุษนั้นคำนึงถึงการแสวงหาหนทางพ้นทุกข์มานานแล้ว พระองค์ได้พบเห็นเทวทูตทั้งสี่ (คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช) และในวันที่ออกผนวชนั้น พระองค์เห็นบรรดานางระบำทั้งหลายที่เต้นระบำขับกล่อมให้พระองค์เพลิดเพลินนั้น นอนกันไม่ได้สติ ทำให้เห็นภาพของสรีระที่ไม่พึงปรารถนา พระองค์ซึ่งมีพระทัยที่ตั้งมั่นในการแสวงหาหนทางพ้นทุกข์จึงได้เสด็จออกผนวชในคืนนั้นเลย ปณิธานที่แน่วแน่ของพระองค์สามารถดูได้จากการที่พระองค์เพียงแค่ทอดพระเนตรพระนางยโสธราพิมพาและพระโอรสก่อนที่จะออกผนวชโดยไม่ได้กล่าวคำอำลาหรือแตะต้องพระโอรสเลยแม้แต่นิดเดียว พระองค์เสด็จออกผนวชโดยทรงม้ากัณฑกะและมีเพียงนายฉันนะติดตามไปด้วยเท่านั้น พระองค์ปลงพระเกศาของพระองค์แล้วครองเพศนักบวชโดยไม่ทรงกลับเข้าบ้านเมืองของพระองค์ในระหว่างการบำเพ็ญเพียรอีกเลย การที่พระองค์มุ่งศึกษาจากอาจารย์ทุกสำนักและการบำเพ็ญ
ทุกกรกิริยาอย่างหนักหน่วงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเพียรอันแก่กล้าอย่างที่ไม่มีผู้ใดจะทำได้มาก่อน ทั้งที่ไม่พระองค์ก็ไม่ทราบมาก่อนว่าความพ้นทุกข์เป็นเช่นไรแต่ไม่พระองค์ก็ไม่หยุดบำเพ็ญเพียร
ผู้ที่ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ก็ต้องมีปณิธานที่แน่วแน่ มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมที่แน่วแน่
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง (ลองศึกษาจากเรื่องพระมหาชนกดูนะครับ)
ประการที่สาม คือ การแสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์นั้นจักต้องทำให้ถูกวิธี คำกล่าวที่ว่า
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ย่อมเป็นความจริง แต่ความพยายามดังกล่าวจะต้องทำให้ถูกวิธีด้วย เมื่อพระมหาบุรุษบำเพ็ญทุกกรกิริยามาจนถึงที่สุดแล้วก็ไม่พบความพ้นทุกข์ แต่กลับพบกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส พระองค์ก็เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนวิธีการ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ชาญฉลาดและไม่ยึดติดในวิธีการปฏิบัติ (หากพระองค์ยึดติดในวิธีการเดิม พระองค์ก็อาจไม่ได้ตรัสรู้แต่อาจจะสิ้นพระชนม์เสียก่อนก็เป็นได้) แม้นว่าพระองค์จะถูกปัญจวัคคีย์ที่คอยปรนนิบัติพระองค์ในระหว่างที่พระองค์บำเพ็ญทุกกรกิริยาทอดทิ้งพระองค์ไป แต่พระองค์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงแนวคิด การปฏิบัติของพระองค์ในช่วงนี้เป็นการค้นพบทางสายกลาง และการบำเพ็ญเพียรทางจิต ซึ่งนับว่าพระองค์มาถูกทางแล้ว
ประการที่สี่ คือ การอยู่ในที่สงัดเพียงคนเดียวย่อมดีกว่าการอยู่ในที่ชุมชน เนื่องจากการอยู่ในที่ชุมชนนั้นย่อมต้องวุ่นวายกับพฤติกรรมของบุคคลอื่น และต้องเสียเวลาในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น จะต้องถูกจำกัดด้วยจารีตประเพณี หน้าที่ และมารยาทของสังคม แม้จะไม่ได้คบหากับผู้ใดแต่หากรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกในขณะที่จิตยังไม่นิ่ง ก็ย่อมต้องวุ่นวายใจกับความเป็นไปของสังคมโลกเป็นธรรมดา และในชุมชนนั้นก็มักจะมีบุคคล สถานที่ และวัตถุที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ทำให้จิตใจหวั่นไหวได้ง่าย จึงไม่แปลกใจนักที่เจ้าชายสิทธัตถะจะต้องทรงหักใจหนีออกจากเวียงวังและบ้านเมืองเพื่อออกผนวช ก็เพื่อประโยชน์ในการบรรลุธรรมนั่นเอง และถึงแม้จะทรงบำเพ็ญเพียรในป่าที่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญจวัคคีย์ที่คอยทำนุบำรุงพระองค์ ซึ่งตอนนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นอยู่ จนเมื่อปัญจวัคคีย์ละทิ้งพระองค์ไปแล้วนั่นแหละ ที่พระมหาบุรุษได้อยู่เพียงลำพังพระองค์เป็นการอยู่อย่างสงบสงัด เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการตรัสรู้
ผู้ที่ต้องการจะบรรลุธรรมจึงสมควรที่จะออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรดังเช่นที่
พระธุดงค์ในอดีตเคยปฏิบัติ เพราะจะทำให้จิตใจสงบและเอื้อต่อการบรรลุธรรมได้มากกว่าอยู่ในเมืองหรือชุมชนหมู่บ้าน
ทั้งหมดนี้ คือ คุณธรรมที่เอื้อให้พระมหาบุรุษทรงบรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีข้อสังเกตก็คือ การปฏิบัติธรรมของพระองค์นั้นเป็นการทวนกระแสสังคม กล่าวคือ การสละราชสมบัติออกผนวชนั้นเป็นการทวนกระแสความคาดหวังของพระราชบิดาที่ต้องการให้พระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ การเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิตเป็นการทวนกระแสการปฏิบัติของเหล่านักบวชในสมัยนั้น และการบำเพ็ญเพียรทางจิตเองก็เป็นการทวนกระแสกิเลสและจิตใจนั่นเอง
เมื่อพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้ออกเผยแพร่พระธรรมและสร้างสังคมแห่งสันติเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกขึ้น พระพุทธองค์ทรงสร้างสังคมแห่งสันติสุขได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
อ้างอิง
[๑] พระเจ้าสิบชาติ โดย พยัคฆ์, อำนวยสาส์น, อำนวยสาส์นการพิมพ์ น. ๗-๘ และ น. ๓๖๒.
[๒] พระโคตมพุทธเจ้า , http://th.wikipedia.org/wiki/
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555
ไม่ควรกล่าวโจมตีพระพุทธศาสนา
การสวดมนต์ข้ามปี และยังได้เลยไปวิพากย์วิจารณ์พระพุทธศาสนา ในประเด็นต่าง ๆ นั้น ข้าพเจ้าคงต้องออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันบ้างในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง
ไม่ได้มีแขกรับเชิญหรือผู้รับชมรับฟังรายการคนใดมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะในทางสนับสนุนหรือคัดค้านเลย ในรายการมีเพียงแต่ข้อความที่เป็นตัวอักษรของบุคคลที่ชื่อ ภัควดี ไม่มีนามสกุล แสดงความคิดเห็นในทางลบต่อพระพุทธศาสนา (แต่ในข้อความใช้คำว่า "ศาสนา" เหมือนกับจะกล่าวโจมตีทุกศาสนา) เท่านั้น ซึ่งผู้รับชมก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือได้แสดงความคิดเห็นดังกล่าวจริงหรือไม่
เช่นนี้การสวดมนต์ก็น่าที่จะมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาของสังคมลงได้
ส่วนการแสดงเครื่องหมายหรือธงธรรมจักรนั้นในงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา งานรัฐพิธี งานราชพิธีนั้นก็เป็นการแสดงออกถึงความเกี่ยวพันและความสำคัญของศาสนาพุทธในสังคมไทย ไม่ได้เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่สังคม และไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายหรือจารีตประเพณีแต่อย่างใด (ลองเปรียบเทียบกับงานแข่งขันกีฬานานาชาติที่จะมีรูปธงชาติ ติดอยู่ที่เสื้อของนักกีฬา หรือ การที่กองเชียร์ชาติต่าง ๆ โบกธงชาติ หรือเพ้นท์สีรูปธงชาติ(ของชาติตนเอง) ไว้ที่ใบหน้า ก็เป็นการแสดงออกถึงความเป็นชนชาตินั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิดแต่อย่างใด)
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555
มามองความดีของผู้อื่นกันเถอะ
(๑) สองประโยคนี้เป็นข้อความที่มีการกล่าวถึงมาก ถ้าลองค้นดูใน Google จะพบผลการค้นหาอยู่เป็นแสน ๆ ข้อมูล
สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านบทความนี้จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ได้พบเห็นแต่สิ่งที่เป็นมงคล มีสุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรงสมบูรณ์ คิดหวังสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดีก็ขอให้ประสบแต่ความสำเร็จ ตลอดปีและตลอดไปครับ
ถึงแม้จะเพิ่งมาสวัสดีปีใหม่กันในวันเด็กแห่งชาติ แต่ก็คงไม่สายเกินไปหรอกครับ เพราะวันขึ้นปีใหม่จีน (วันตรุษจีน) และวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์) ยังมาไม่ถึงเลยครับ
ปี พุทธศักราช ๒๕๕๔ ที่ผ่านพ้นไปนับเป็นปีที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลกของเรานี้ ช่างไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่นิวซีแลนด์ สึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่น สงครามกลางเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ตลอดจนมหาอุทกภัยที่เข้าท่วมแถบจังหวัดภาคกลางของประเทศไทยและกรุงเทพฯ อย่างหนัก จนบ้านผู้เขียนกลายเป็นเกาะกลางน้ำไปเกือบสองสัปดาห์ นับเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยครับ
ปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้ หวังว่าทุกอย่างคงดีขึ้น แต่ทว่าก็มีคำทำนายถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองและกับโลกมนุษย์
กล่าวคือ ปีนี้ตรงกับปี คริสตศักราช ๒๐๑๒ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะเป็นปีที่โลกถึงกาลอวสาน โดยอ้างอิงถึงคำทำนายของชาวมายาโบราณที่ได้จารึกเอาไว้ในแผ่นจารึกและปฏิทินต่าง ๆ สร้างความแตกตื่นให้กับคนทั้งโลก ยิ่งปีที่แล้วเกิดแต่เหตุการณ์เลวร้ายแล้ว ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำทำนายเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น
เมื่อผู้เขียนกลับมาจากการไปเที่ยวประเทศภูฏานเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแล้วพบว่า มีแต่ข่าวอัปมงคลอยู่เต็มไปหมด แถมพ่วงด้วยเรื่องคำทำนายที่จะเกิดเหตุวิบัติภัยอันร้ายแรง และแผนที่โลกใหม่ที่ว่ากันว่าประเทศไทยเหลือพื้นที่อยู่ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ในปัจจุบัน อ้อ แล้วยังมีเรื่องที่ทำนายว่าปีนี้อาจเกิดน้ำท่วมหนักยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก
ก็ต้องรอดูกันว่าจะเป็นไปตามคำทำนายเหล่านั้นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นก็ขอเรียกร้องให้ผู้ทำนายหรือผู้ตีความคำทำนายออกมารับผิดชอบด้วยนะครับ
ทีนี้มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ที่จั่วหัวเรื่องไว้ว่า "มามองความดีของผู้อื่นกันเถอะ" และยังได้ยกเอาบทกลอนที่ได้ยินกันอย่างแพร่หลายมาขึ้นต้นบทความในครั้งนี้นั้น ก็ด้วยเหตุที่ว่าในสังคมโลกใบนี้นับวันจะยิ่งปรากฏความเลวร้าย และการว่าร้ายกันหนาหูขึ้นทุกวัน
ข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ ก็มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดศีลธรรมและกฎหมาย การทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงของบรรดานักการเมืองและข้าราชการ การประพฤติตนที่เหลวแหลกของดารา และบุคคลสาธารณะมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ คดีฆ่ากันตาย ครูล่วงละเมิดทางเพศต่อลูกศิษย์ ตลอดจนการต้องอาบัติของพระภิกษุสงฆ์และสมณะชีพราหมณ์ และข่าวต่างประเทศก็มีแต่เรื่องของการทำสงครามและการก่อการร้ายเต็มไปหมดทุกตรอกซอกมุมของโลก เสมือนหนึ่งว่าโลกนี้มีแต่ความชั่วร้าย
การรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ทำให้สุขภาพจิตเสียได้ง่าย ๆ และไม่ได้เป็นการจรรโลงสังคมแต่อย่างไรเลย เพราะการกล่าวประณามหรือการประจานสิ่งชั่วร้ายก็ไม่ได้ช่วยให้ความชั่วร้ายในโลกนี้หายไปและก็ไม่ได้ทำให้คนประณามหรือคนประจานกลายเป็นคนดีศรีสังคมได้แต่อย่างใดเลย
...สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ เป็นไปในทางมองแง่ร้ายของคนอื่น
...สมัยนี้ดูเหมือนเราจะได้ยินรอบ ๆ ข้างว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้โง่เขลา คนโน้นทุจริต
ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตามที แต่สิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศที่เป็นเช่นนี้ เป็นอันตรายแก่มโนธรรมของอนุชนรุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นเครื่องสร้างนิสัยของอนุชนหรือยุวชน ให้มุ่งมองในแง่ร้ายของคน แล้วความร้ายนั้นก็กลับเข้ามาสู่ตัวเอง... (๒)
(๒) พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ. วิธีทำงานและสร้างอนาคต. พิมพ์ครั้งที่ ๔ กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์,พฤศจิกายน ๒๕๕๐ น.๗๒ ย่อหน้าที่ ๒
ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับที่หลวงวิจิตรวาทการเขียน โดยดูตัวอย่างได้จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนที่ข้าพเจ้าได้พบปะนั้นมักจะพูดถึงความชั่วของกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นเกลียดกลุ่มไหน แต่ละเลยที่จะพูดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง เป็นการพูดโดยอาศัยอารมณ์และอคิตเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้น (และมักจะพูดลับหลังคนที่ตนด่าด้วย)
ทีนี้ท่านผู้อ่านลองคิดไตร่ตรองดูให้ดีก็จะพบว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ย่อมมีสองด้านเสมอ มีด้านสร้างสรรค์และด้านที่ทำลายล้าง ด้านที่ดีงามและด้านที่เลวร้าย บุคคลทั้งหลายในโลกที่ยังเป็นปุถุชนก็มีสองด้านเช่นกัน ดังเช่นที่มีด็อกเตอร์แจ็กกิลกับมิสเตอร์ไฮด์ (Dr. Jekyll and Mr. Hyde) (๓) ซึ่งด้านที่ดีงามย่อมสร้างสรรค์ความเจริญงอกงาม และประโยชน์อันมากมายให้แก่สังคมโลก ดังนั้น คนที่ฉลาดสมควรเลือกเอาด้านที่ดีมีประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาตนและช่วยในการจรรโลงสังคม จะเป็นผลดีกว่าการกล่าวประณามมากมายนัก
(๓) เป็นตัวละครที่มีสองบุคลิก กล่าวคือ ด้านหนึ่งเป็นหมอรักษาคนไข้ อีกด้านเป็นฆาตกรกระหายเลือด
การที่เรายกย่องชาวญี่ปุ่นว่าเป็นชนชาติที่มีระเบียบวินัย โดยที่เราก็รู้ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ทหารญี่ปุ่นแสดงความโหดร้ายอย่างไร แสดงว่าเรามองเห็นถึงนิสัยที่ดีของชาวญี่ปุ่น
เราชื่นชอบนักฟุตบอลอังกฤษ ชอบไปเที่ยวหรือไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสโดยที่เราก็เรียนรู้จากวิชาประวัติศาสตร์ว่า ทั้งสองชนชาตินี้พยายามที่จะยึดประเทศสยามของเราให้เป็นเมืองขึ้น แสดงว่าเรายอมมองข้ามประวัติด้านไม่ดีของชนชาติเหล่านั้นไป และมองแต่ที่สิ่งที่ดีแทน
เรารับเอาระบบกฎหมาย วิทยาการ สินค้า ฯลฯ จากชนชาติตะวันตก แสดงว่าเราพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดี
การมองแง่ดีของคนอื่น นอกจากจะช่วยให้เรามีความคิดในด้านบวก รู้สึกว่าโลกแจ่มใส มองเห็นโอกาสในวิกฤต และเกิดแรงบันดาลใจแล้ว เรายังอาจจะอยากเลียนแบบสิ่งที่เป็นความดีของบุคคลนั้นด้วย ดังเช่นข้อเขียนของหลวงวิจิตรวาทการที่กล่าวว่า
...คนที่ชอบมองแง่ไหน ผลในแง่นั้นจะมาถึงตัว
คนที่มองเห็นแต่ความชั่วความไม่ดีของคนอื่น จะมีความดีในตัวน้อยเต็มที
และความชั่วจะหลั่งไหลมาสู่ตัวของเขาเอง
คนที่สนใจศึกษาแง่ดีของผู้อื่น ย่อมจะสามารถดูดดึงเอาความดีนั้น ๆ มาเข้าตัวได้เสมอ (๔)
(๔) พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อ้างแล้ว น. ๗๐ - ๗๑.
การมองแง่ดีของคนอื่น เพื่อที่จะได้นำมาเป็นแบบอย่างนั้น ไม่ใช่การมองว่าการกระทำใด ๆ ก็ตามของบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด หรือเป็นการทำสิ่งที่ดีทั้งหมด แต่เป็นการค้นหาและพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลอื่นนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการหรือไม่ หากใช่ ก็นับว่าเป็นสิ่งดี ควรสรรเสริญ และควรเอาอย่าง หากไม่ใช่ก็ไม่ควรเอาอย่าง หากบุคคลอื่นมีข้อบกพร่องตามประสาปุถุชน ทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ควรให้อภัย ไม่ควรไปมองในแง่ลบ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การจะเลียนแบบสิ่งที่ดีของบุคคลอื่นก็จะต้องกระทำอย่างชาญฉลาด และไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง หรือละทิ้งแนวประพฤติปฏิบัติอันดีงามของตนไป ดังเช่น พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พิมพ์ไว้ในธนบัตรมูลค่า ๕๐๐ บาท ว่า
การงานสิ่งใดของเขาที่ดี ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา
แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว
ถ้าทำได้ดังนี้แล้ว ตัวท่านและสังคมก็จะพบกับความสงบสุขและการมีเบียดเบียนกันน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นแน่
ดังนั้น เมื่อท่านมองลอดรูหรือช่องในครั้งต่อไป อย่าได้มองเห็นโคลนตมอันเน่าเละ แต่จงมองให้เห็น ดวงดาวอันสุกสกาวสว่างไสว ให้แสงแห่งความงามจับตาจับใจท่านผู้อ่านทุกท่าน
สวัสดีปีใหม่ครับ (พิมพ์จบวันตรุษจีนพอดี)